Bitcoin ได้ดำเนินรอยตาม สินทรัพย์ เสี่ยงดั้งเดิม อย่างหุ้นที่ลดลงเมื่อเร็ว ๆ นี้ ท่ามกลาง ความกระวนกระวายใจ เกี่ยวกับ การดำเนินการ ที่จะเกิดขึ้น จากธนาคารกลาง แต่เมื่อความเชื่อมั่นใน สินทรัพย์เสี่ยง กลับกลาย

เป็นบวก BTC จะนำการฟื้นตัว

BTC/USD เพิ่มขึ้น 3.7% มาอยู่ที่ 48,375 ดอลลาร์

“การเทขาย Bitcoin ทำให้เกิดคำถามว่า BTC และ เหรียญคริปโตอื่น ๆ เป็นสินทรัพย์เสี่ยง ที่จะปรับฐานต่อไป ในลักษณะเดียวกับที่ตลาด ตราสารทุนทำในแต่ละครั้ง ที่เฟด และ ธนาคารกลางอื่น ๆ เคลื่อนไหวหรือไม่

Seamus Donoghue รองประธานฝ่าย Strategic Alliances จาก Metaco กล่าวในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด ก่อนการส่งมอบ นโยบายของธนาคารกลาง ในวันพุธนี้

ธนาคารกลางสหรัฐ คาดว่า จะประกาศว่า จะลดอัตราการซื้อ พันธบัตรในวันพุธ และ คาดการณ์เส้นทาง การปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ย ในภายหลัง

หลายปีของนโยบายการเงิน ที่ผ่อนคลายจาก เฟด ได้เพิ่มสภาพคล่องในตลาดต่าง ๆ รวมถึงตลาดสกุลเงินดิจิตอล ซึ่ง ช่วยสนับสนุน การประเมินมูลค่าสินทรัพย์

แต่การยกเลิกนโยบายการเงินจาก เฟด และ ธนาคารกลางอื่น ๆ จะไม่อยู่นานนัก เนื่องจาก เจ้าหน้าที่เฟด จะรับไม่ได้ที่สินทรัพย์เสี่ยง โดนเทขายอย่างต่อเนื่อง

“มีแต้มต่อมากมาย ไม่เพียงแต่ในตลาดคริปโต เท่านั้น ที่จะทำให้ธนาคารกลาง กลับมาดำเนินนโยบาย แบบผ่อนคลายอีกครั้ง เพราะผมไม่คิดว่า ตลาดสามารถจัดการ กับการปรับฐาน ที่แท้จริงได้ ” โดโนฮิวกล่าวเสริม

“คริปโต จะเป็นผู้นำในการปรับฐาน ในสินทรัพย์เสี่ยง ในวงกว้าง”

การเคลื่อนไหวของ Bitcoin ลดลงเมื่อเร็ว ๆ นี้ ควบคู่ไปกับสินทรัพย์เสี่ยง แบบเดิม เช่น หุ้น ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมนักลงทุน ไม่หันไปหา BTC ซึ่งหลายคน มองว่าเป็น ‘ทองคำ 2.0′ ในการปกป้องมูลค่า

อย่างไรก็ตาม Bitcoin ดูเหมือนจะตกเป็นเหยื่อ ของความสำเร็จ ของมันเอง เนื่องจากการไหลเข้า ของนักลงทุนสถาบัน ไปยังพื้นที่นั้น ทำให้ความนิยมของคริปโต ถูกผูกเข้ากับความสัมพันธ์ กับ สินทรัพย์ แบบดั้งเดิม

อย่างหุ้น

“เมื่อนักลงทุนสถาบัน ต้องการเพิ่มสภาพคล่อง พวกเขาจะขาย สิ่งที่มีสภาพคล่อง มากที่สุด ก่อนทำให้ Bitcoin กลายเป็นเหยื่อ ของการโดนเทขาย เพื่อย้ายทรัพย์สิน ออกไปสู่ตลาดอื่น มากกว่าเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว”

Donoghue กล่าว

เมื่อพิจารณา จากระบบเครือข่าย Bitcoin แล้ว ก็มีเหตุผล สำหรับการมองในแง่ดี เช่นกัน เนื่องจากจำนวน BTC ที่เคลื่อนเข้าสู่ ตลาดแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ ตลาดหมี มีการเทขาย ต่ำกว่าการเทขายครั้งใหญ่ ในช่วง

เดือนพฤษภาคม ถึง กรกฎาคม เมื่อ BTC ตกลงไปต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์ จากระดับ 60,000 ดอลลาร์

“ในเดือนพฤษภาคม ถึงกรกฎาคม การแลกเปลี่ยน เห็นการไหลเข้ามหาศาล กว่า 168,000 BTC ในช่วงสามเดือน ในการปรับฐาน ช่วง ตุลา ถึง ธันวา  เราได้เห็นการไหลของเหรียญ BTC ทั้งหมด 49,000 หมื่นเหรียญ

ออกจากตลาดแลกเปลี่ยน ทำให้ เกิดความแตกต่าง อย่างมาก” Glassnode กล่าวในรายงานประจำสัปดาห์

ถ้าพูดถึงวงการคริปโตเคอร์เรนซี หรือ เหรียญสกุลเงินดิจิทัล ก็คงต้องนึกถึง ‘บิตคอยน์’ (Bitcoin) เหรียญคริปโตฯ แรกของโลก ที่ปัจจุบัน เปรียบเสมือนกับทองคำ ของโลกคริปโตฯ และ หลายคนก็ยังเรียก บิตคอยน์แทนการเรียก ตลาดคริปโตฯ ทั้งตลาดด้วยล่ะ

 

ว่าแต่ บิตคอยน์ แท้จริง บิตคอยน์ มีต้นกำเนิดอย่างไร ทำไมถึงเติบโตสู่มูลค่าเหรียญละ 2 ล้านบาทได้ ทั้งที่ราวปี ค.ศ.2009 บิตคอยน์ 10,000 เหรียญ แลกพิซซ่าได้เพียงสองถาด เท่านั้น ไอเดียของบิตคอยน์ น่าทึ่งขนาด

ไหน ถึงทำให้คนมองเห็นมูลค่ามัน ร่วมกัน และ ได้ชื่อว่าเป็นทองคำ แห่งโลกคริปโตฯ

 

ย้อนกลับไป ในปี ค.ศ.2009 บิตคอยน์ ถูกสร้างขึ้น โดยผู้สร้าง ที่ใช้นามแฝงว่า ‘ซาโตชิ นากาโมโตะ’ (Satoshi Nakamoto) ซึ่งปัจจุบัน ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า ตัวจริงของเขา คือใครกันแน่ ประจวบเหมาะ ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับ

วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่สหรัฐอเมริกา และ เป็นวิกฤติการเงิน ที่ลามไปทั่วโลก

 

ในเวลาดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจ ออกมาอุ้มเศรษฐกิจ ด้วยการพิมพ์เงิน ออกมาเพิ่ม เพื่อไม่ให้บริษัท องค์กร และ ธนาคารล้มละลาย ซึ่งการเงินแบบเก่า ที่มี ‘ตัวกลาง’ คอยตัดสินใจ ว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำ

อะไรนี่แหละ ทำให้คนบางกลุ่ม เกิดคำถาม และ ความไม่พอใจ ขึ้นมาว่า ทำไมภาษีประชาชน ถึงควรนำมาใช้ อุ้มสถาบันการเงิน ? ทั้งๆ ที่ประชาชนเอง ก็ไม่ใช่คนที่ทำให้เกิด ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

 

นากาโมโตะจึงได้พัฒนาเหรียญสกุลดิจิทัลขึ้นมาเป็น ‘สินทรัพย์ทางเลือก’ บนเงื่อนไข คือ มีจำนวนจำกัด เพื่อไม่ให้ทางการหรือตัวกลางใดไม่ว่าจะธนาคาร สถาบันการเงิน กลต. กำกับหรือควบคุมได้ พร้อมประกาศว่า นี่คือ

เหรียญที่จะเป็นสกุลเงินที่โปร่งใสที่สุดในโลก ด้วยเหตุผลที่มันดำเนินการบนเทคโนโลยี ‘บล็อกเชน’ เป็นมูลค่าเงินที่ทุกคนจะเข้าถึง และรับรู้การเกิดขึ้นของธุรกรรมได้ อย่างพร้อมกันทั่วโลก

 

ทั้งนี้ มีหลายทฤษฎีที่กล่าวถึงสาเหตุที่นากาโมโตะไม่เปิดเผยตัวตน แม้จะมีหลายคนตามหาตัวเขา เพราะหากเขาเปิดเผยตัวตน เขาเกรงว่าจะทำให้บิตคอยน์สูญเสียความสามารถในการกระจายศูนย์ (decentralization)

เพราะถ้าทุกคนรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาว่าเป็นผู้สร้าง ตลาดจะให้ความสำคัญกับคำพูดหรือการขยับของเขาแต่เพียงคนเดียว ซึ่งขัดแย้งกับความตั้งใจจะกระจายศูนย์

 

ด้วยไอเดียดังกล่าวข้างต้น จึงมีคำกล่าวไว้ด้วยว่า “บิตคอยน์ = ประชาธิปไตยทางการเงิน” ที่ทุกคนจะมีสิทธิเข้าถึง ตรวจสอบ มีโอกาสกับมันอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพราะจะไม่มีเงื่อนไขใดกีดกันในการ

ถือครอง และแน่นอนว่าตรวจสอบธุรกรรมย้อนกลังได้ทุกธุรกรรมนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย UFABET

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *