4 ความเสี่ยงเศรษฐกิจ ที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต้องจับตามอง

ในปี 2020 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดอย่างมาก ส่งผลทำให้ GDP เฉลี่ยของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบ และมาฟื้นตัวในปี 2021 นี้ นั่นรวมถึงประเทศไทยของเราด้วยครับ

ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของ JPMorgan ระบุว่า GDP เฉลี่ยในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในปีนี้ เติบโตมากถึง 6% โดยมาจากเอเชียเป็นหลัก ได้แก่ อินเดีย และหลายประเทศในอาเซียน

อย่างไรก็ดีครับ อีกไม่สัปดาห์ก็จะก้าวสู่ปี 2022 ในสัปดาห์นี้ผมจะมาเล่าถึง 4 ความเสี่ยงเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นประเด็นที่ต้องจับตามองครับ

4 ความเสี่ยงเศรษฐกิจ
4 ความเสี่ยงเศรษฐกิจ

โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน

นี่เป็นปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจทั่วโลก ในขณะที่ข้อมูลของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนยังมีข้อมูลที่ยังไม่มากพอ แม้ว่าเหล่านักวิทยาศาสตร์กำลังใช้ความพยายามที่จะทดลองว่าสายพันธุ์โอมิครอน มีการดื้อวัคซีนมากแค่ไหน

ขณะเดียวกัน ก็ต้องจับตามองกับการแพร่ระบาดของเจ้าสายพันธุ์ใหม่นี้จะเก่งกว่าสายพันธุ์เดลตาหรือไม่

ถ้าหากเป็นกรณีเลวร้ายสุด มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจโลก อาจต้องกลับมาเหมือนกับช่วงปี 2020-21 อีกครั้งครับ และนั่นอาจสร้างผลกระทบกับเศรษฐกิจกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้อย่างมาก เพราะว่าหลายประเทศ มีอัตราการฉีดวัคซีนอยู่ที่ราว 30-60% ของจำนวนประชากร อาจต้องมีการสั่งซื้อวัคซีนชุดใหม่ ในกรณีที่วัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถป้องกันได้

นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนที่น่ากังวลนี้ยังเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ ทางเศรษฐกิจ ที่ผมจะกล่าวถึงภายหลัง

อย่างไรก็ดี เราจะทราบว่าสายพันธุ์โอมิครอนมีความร้ายกาจแค่ไหนในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้านี้ ซึ่งเราน่าจะมีข้อมูลที่มากขึ้นกว่าปัจจุบันครับ

เงินเฟ้อ

จากคาดการณ์ของหลายสถาบันการเงิน หรือแม้แต่ผู้จัดการกองทุนที่อยู่ในผลสำรวจของ Bank of America Global Fund Manager Survey ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ต่างมองว่าเงินเฟ้อนั้นอาจเป็นแค่เรื่องชั่วคราว ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

สาเหตุสำคัญก็คือความต้องการสินค้าและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นหลังจากการเปิดเมือง และธุรกิจต่างๆ กลับมาเดินหน้าอีกครั้ง ความต้องการสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

อย่างไรก็ดี สินค้าต่างๆ ก็กลับผลิตได้ไม่ทันความต้องการ เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนพลังงานในประเทศจีน ทำให้ภาคการผลิตในประเทศจีนประสบปัญหา ส่งผลต่อซัพพลายเชนทั่วโลกทันที ทำให้สินค้าหลายชนิดผลิตไม่ทัน หรือไม่ก็ผลิตได้จำนวนที่ลดลง แต่ความต้องการสินค้าที่สูง ส่งผลทำให้เกิดเงินเฟ้อขึ้นมา

พญามังกรและเศรษฐกิจพวกเขา

กลุ่ม ประเทศด้อยพัฒนา หลายประเทศเอง ( แน่ๆ รวมทั้ง ไทย ด้วย) มีกิจกรรม ด้านเศรษฐกิจ หลายประเภท ที่เกี่ยวกับเมืองจีน ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ภาคการสร้าง ที่หลายประเทศ มีการนำเข้าส่งออก ผลิตภัณฑ์ ไปยัง เมืองจีน ตัวอย่างเช่นทยส่งออก องค์ประกอบอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์จากการกษต ไป ยัง จีน หรือ แม้แต่ ประเทศด้อยพัฒนา หลายที่ก็ได้ ส่งสินค้า สั่งของเครื่องใช้ไปยังจีน ไม่น้อย อาทิเช่น แร่ เหล็ก จาก บราซิล หรือ ทองแดง จาก ประเทศชิลี ถ่านหิน จากอินโดนีเซีย ฯลฯ ซึ่งกิจการค้าระหว่างชาติทำให้เศรษฐกิจ ของประเทศด้อยพัฒนา ทั้งหลายแหล่ เติบโตเจริญ เนื่องด้วยภาคอุตสาหกรรม ที่ยอดเยี่ยม ในเครื่องจักรสำคัญ ของ เศรษฐกิจจีนเอง ก็อยากได้ วัตถุดิบ สำหรับเพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์

จาก ประเทศ อื่นๆ เช่นเดียวกัน

ไม่เพียงแค่ภาคการค้าหรือการผลิตเท่านั้น แต่หลายประเทศก็พึ่งพานักท่องเที่ยวจากประเทศจีนไม่น้อย ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยในปี 2019 ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจากจีนที่มาไทยอยู่ที่ประมาณ 12 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนราวๆ 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

แต่ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ทำให้จีนที่มีนโยบาย Zero Tolerance กล่าวคือ จีนจะไม่อดทนกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 และตั้งใจที่จะทำให้ในประเทศมีผู้ติดเชื้อเป็น 0 เท่านั้น

นอกจากนี้ จากงานวิจัย ของนักวิจัยจีน ได้คำนวณว่าถ้าหากจีน เปิดเศรษฐกิจ ให้กลับมาเป็นปกติ เหมือนกับประเทศอื่น ๆ เช่น สหรัฐฯ หรือในสหภาพยุโรป จะทำให้จีนมีผู้ติดเชื้อมากถึง หลักแสน รายต่อวัน ยิ่งทำให้เราเห็นโอกาส ที่ประเทศจีนจะเปิดประเทศในปี 2022 ในช่วงครึ่งปีแรกยากมาก ๆ และจีนยังยืนยัน ที่จะใช้นโยบาย นี้ต่อไปด้วย แถมยัง ให้เหตุผลอีกว่า นโยบายนี้ เมื่อเทียบกับต้นทุน ทางเศรษฐกิจ แล้วยังถือว่าคุ้มค่า

นั่นทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา กลับมามีเมฆหมอกปกคลุมอีกครั้ง เนื่องจากนโยบายโควิดของจีนเองได้สร้างผลกระทบไม่ว่าจะเป็น ภาคการผลิตของจีนที่มีการหยุดชะงักจากกรณีพลังงานขาดแคลน ที่ได้กล่าวไปข้างต้น รวมถึงจากนโยบายของจีนเอง ซึ่งเราจะเห็นจากกรณีท่าเรือใหญ่ของจีนเองมีการหยุดชะงักหลายครั้ง ส่งผลต่อซัพพลายเชนทั่วโลก

อย่างไรก็ดี ยังมีความหวังเล็กๆ ว่า จีนอาจเปิดประเทศ และเศรษฐกิจของจีนอาจกลับมาดำเนินได้ปกติอีกครั้งในช่วงของการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวในช่วงปลายปีครับ

นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ

หลังจาก ที่เศรษฐกิจ ของสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้นมาได้พักใหญ่ และอัตราการจ้างงาน ที่กลับเข้ารูป เข้ารอยมากขึ้น จนปัจจุบันนั้น อัตราการว่างงาน ในสหรัฐฯ ต่ำกว่า 5% ไปแล้ว และ GDP นับตั้งแต่ไตรมาส 1 เป็นต้นมาก็เป็นไปตามที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ มองไว้ แม้จะยังมีความกังวลในเรื่อง การฟื้นตัว ในหลายภาคส่วนของธุรกิจ เช่น ภาคการบริการหรือภาคการท่องเที่ยวก็ตาม

แต่ความร้อนแรงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่บนนโยบายที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ใช้มาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงการเข้าซื้อตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์จำนองค้ำประกัน (MBS) โดยรวมแล้วเป็นมูลค่ามากถึงเดือนละ 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ก็ยังอยู่ในระดับต่ำที่ราวๆ 0.25% ถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐฯ จะผ่อนเครื่องเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้ลดความร้อนแรงลง และลดปัญหา เงินเฟ้อ ที่เกิดขึ้นจะต้องค่อย ๆ ลดการใช้มาตรการ ทางการเงิน แบบผ่อนคลาย ในแต่ละเดือนลง นั่นก็คือลดการซื้อสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่นเดียวกับ การต้องเตรียม ที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย นโยบาย อีกต่างหากด้วย

ในบทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2022 ถึง 3 ครั้งเลยทีเดียว โดยจะเริ่มในช่วงครึ่งหลังของปีเป็นต้นไป และนั่นจะทำให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในปีหน้าจะอยู่ที่ราว 1% ซึ่งหมายความว่า ถ้าหากธนาคารกลางในประเทศกลุ่มกำลังพัฒนา รวมถึงไทยด้วย ถ้าหากยังใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำอยู่ ก็จะมีสิทธิ์ที่เม็ดเงินอาจไหลออกจากกลุ่มประเทศเหล่านี้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และไหลกลับไปยังสหรัฐฯ ที่อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า คล้ายกับกรณีนี้ในช่วงปี 2013-14 ส่งผลทำให้ตลาดหุ้นของประเทศกลุ่มกำลังพัฒนาตกลงนั่นเอง

การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเอง อาจเป็นจุดตัดสินใจที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงการใช้มาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปอีกสักพัก นั่นจะแปลว่าจะเป็นการต่อลมหายใจให้กับเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนา ที่จะไม่โดนดึงเม็ดเงินกลับไปยังสหรัฐอเมริกา

สำหรับ 4 ปัจจัยที่ได้กล่าวไปนั้น จะมีผลต่อเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่างมากในช่วงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งในกรณีที่ดีสุดคือสายพันธุ์โอมิครอนไม่ได้ดื้อวัคซีน อาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจซึ่งรวมถึงเศรษฐกิจไทยด้วยครับ แต่ถ้าหากเป็นกรณีแย่สุดก็อาจทำให้เศรษฐกิจกลับมาถอยหลังอีกรอบ

จากการคาดการณ์ล่าสุดของ JPMorgan เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในปี 2022 จะโตที่ 4.5% เศรษฐกิจจีนโตที่ 4.7% มาเลเซีย 9.6% อินโดนีเซีย 4.9% ฟิลิปปินส์ 12.8% และไทยที่ 3.6% UFABET

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *