“โอมิครอน” จะส่งผลกระทบรุนแรงหรือไม่ รัฐบาลไทยควรรับมืออย่างไร?

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งเทศกาลเฉลิมฉลอง ขณะที่ประชากรโลกเริ่มผ่อนคลายจากความตึงเครียด ความเหนื่อยล้าที่ต้องปรับตัวรับชีวิตวิถีใหม่ โดยมีไวรัสโควิด-19 เป็นตัวการ

การปรากฏตัวขึ้นของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ “โอมิครอน” ซึ่งว่ากันว่าเป็นสายพันธุ์ที่ร้ายกาจ หลบหลีกภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี จึงเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดที่สร้างความปั่นป่วนให้กับโลกที่กำลังจะเข้าใกล้ความสงบได้อีกครั้ง

ความหวั่นวิตกสะท้อนผ่านแรงกดดันดัชนีหุ้นทั่วโลก ซึ่งศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ประเมินว่า ดัชนีหุ้นโลกมีโอกาสร่วงลงได้อีก 15-20% ขณะที่หลายประเทศได้แก่ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อิสราเอล ชิงประกาศล็อกดาวน์หวังตัดตอนการแพร่ระบาด

ท่ามกลางสถานการณ์และทิศทางที่กำลังเดินหน้าสู่ความสดใส การมาถึงของ“โอมิครอน” จะส่งผลกระทบรุนแรงหรือไม่ รัฐบาลไทยควรรับมืออย่างไร เชิญติดตามจาก 4 ชายผู้เชี่ยวชาญ ดังต่อไปนี้ ufabetblogs

ผยง ศรีวณิช

ประธานสมาคมธนาคารไทย
การเกิดขึ้นของไวรัสของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ “โอมิครอน” ทำให้โลกยังต้องตั้งการ์ดรับมือกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ต่อไปในปี 2565 และความไม่แน่นอนในขณะนี้ยังมีสูงมาก ซึ่งคำตอบทางวิทยาศาสตร์จะเป็นข้อมูลสำคัญเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในส่วนของนโยบายต่างๆ ของรัฐและการเตรียมรับมือของประชาชน และภาคธุรกิจต่อไป

ก่อนการเกิดโอมิครอน เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 ต่อเนื่องไปในปี 2565 และกำลังมีโมเมนตัมจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการส่งออก การเปิดประเทศ รวมไปถึงการคลายล็อกดาวน์เป็นลำดับตามการฉีดวัคซีนที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่สถานการณ์การระบาดไม่ได้รุนแรงขึ้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2565 มีแนวโน้มเติบโตได้ราว 4% เร่งตัวขึ้นจากปีนี้ที่อาจเติบโตเพียง 1%

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะต้องล่าช้าออกไปอีก โดยนักคิด-นักวิเคราะห์ระดับโลกและสำนักวิจัยต่างประเทศ เช่น World Economic Forum, Goldman Sachs หรือ Oxford Economics ได้เสนอมุมมองของเศรษฐกิจโลกระยะถัดไปที่เป็นไปได้ในหลายฉากทัศน์ (scenario) รวมถึงกรณีเลวร้ายที่สุดที่โรครุนแรงมากขึ้นและแพร่ระบาดสูงจนกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2565 ยังมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เรากำลังฟื้นตัวจากจุดที่สั่งสมความเปราะบางไว้ค่อนข้างมาก ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่า ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2564 มีลูกหนี้ที่รับความช่วยเหลือผ่านการปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินและธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ จำนวนถึง 6.69 ล้านบัญชี เป็นยอดเงิน 3.83 ล้านล้านบาท หรือราว 24% ต่อจีดีพี ซึ่งยังเพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นเดือน มิ.ย.2564

ขณะที่รัฐได้ใช้เงินงบประมาณในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและสนับสนุนเศรษฐกิจตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับการขาดดุลงบประมาณประจำปีได้ส่งผลให้หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 6.95 ล้านล้านบาท หรือ 41.1% ต่อจีดีพี ณ เดือน ธ.ค.2562 เป็น 9.46 ล้านล้านบาท หรือ 58.8% ต่อจีดีพี ณ เดือน ต.ค.2564 เรียกได้ว่าแทบจะชนเพดานหนี้สาธารณะเดิมที่ 60% ต่อจีดีพีแล้ว

บทเรียนที่สำคัญจากการจัดการไวรัสโควิด-19 ของไทยในช่วงที่ผ่านมาคือต้นทุนต่อเศรษฐกิจและสังคมจากการล็อกดาวน์นั้นสูงมาก ทั้งจากผลกระทบโดยตรงจากการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทางอ้อมจากผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและผู้ประกอบการ นอกจากนั้น ความล่าช้าของการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประชากรก็เป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงเช่นกัน และอาจจะเป็นค่าเสียโอกาสที่ยิ่งแพงขึ้นหากภูมิคุ้มกันหมู่ที่เราเพิ่งสร้างได้นั้น ไม่สามารถต่อกรกับสายพันธุ์ใหม่ได้ กลายเป็นว่าประเทศไทยมีช่วงเวลาขึ้นมาหายใจจากวิกฤติโควิดสั้นกว่าประเทศอื่นๆ

ดังนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าจากไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนที่จะตามมาอีกหลังจากนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของไวรัสเท่านั้น แต่จะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งมีปัจจัยเหล่านี้เป็นสำคัญ ปัจจัยแรกคือการเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชากร ทั้งสายพันธุ์เดิมและสายพันธุ์ใหม่ เพื่อลดต้นทุนค่าเสียโอกาส เนื่องจากสุดท้ายไม่สามารถซื้อเวลาด้วยการปิดพรมแดนหรือล็อกดาวน์ได้

ปัจจัยที่สองคือการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่ออยู่ร่วมกับโควิด ซึ่งต่างจากการอยู่โดยปลอดโควิด สร้างความพร้อมใน New Normal โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลที่โปร่งใส สำหรับการจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นในการควบคุมการระบาดในแต่ละพื้นที่ อาทิ ชุดตรวจหาเชื้อสำหรับโรงพยาบาลและสถานประกอบการของภาคเอกชน รวมไปถึงยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น

ปัจจัยที่สามคือการรักษาห่วงโซ่อุปทานในภาคการผลิตและภาคการขนส่งโลจิสติกส์ เนื่องจากเป็นเครื่องยนต์ใหญ่เพียงเครื่องยนต์เดียวที่เหลืออยู่ในขณะนี้ ที่จะช่วยพยุงการจ้างงานและรายได้ของประชากร ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าภาคการส่งออกได้รับแรงส่งจากเศรษฐกิจโลกที่มีการฟื้นตัว ช่วง 10 เดือนของปี 2564 เติบโตได้ถึง 15.7% หรือมีมูลค่าต่อเดือนกว่า 700,000 ล้านบาท และในปี 2565 มีศักยภาพที่จะเติบโตต่อที่ 3-5%

และปัจจัยที่สี่คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการและแรงงานที่เคยอยู่ในภาคการท่องเที่ยวมากถึง 7 ล้านคน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ท้าทายมากที่สุด แต่มีความจำเป็นที่สุดเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า หรือแม้แต่ในปี 2566-67 ก็ยังจะต่ำกว่าระดับเดิมที่ 40 ล้านคนมาก และอาจจะไม่กลับไปที่ระดับเดิมอีกต่อไป ซึ่งการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ไม่สามารถเข้ามาทดแทนรายได้ราว 2 ล้านล้านบาทต่อปีตรงนี้ได้ ทั้งนี้ผู้ประกอบการเองก็จำเป็นต้องมีแผนสองไว้รองรับด้วยเช่นกัน

“ที่สุดแล้ว “หลุมรายได้” หลักหมื่นล้านที่อาจจะเกิดขึ้นจากผลกระทบของไวรัสโควิดสายพันธุ์โอมิครอนจะเป็นความท้าทายใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า ประเทศไทยต้องนำบทเรียนและประสบการณ์จากการจัดการไวรัสโควิดมาปรับใช้ สร้างสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจและสาธารณสุข เพื่อให้เราก้าวผ่านความท้าทายระลอกใหม่นี้ไปได้ ด้วยการบอบช้ำที่น้อยกว่าเดิม”

“โอมิครอน” จะส่งผลกระทบรุนแรงหรือไม่
“โอมิครอน” จะส่งผลกระทบรุนแรงหรือไม่

อาทิตย์ นันทวิทยา

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ในระยะสั้นๆ ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุน ตลาดหุ้นตื่นตระหนกแพนิก ดัชนีปรับลดลงแรง ค่าเงินบาทก็อ่อนค่าลง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่าเร็วเกินไปที่จะมองว่าการแพร่ระบาดของโอมิครอนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด

ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโควิด-19 สถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ทำให้หลายประเทศต้องล็อกดาวน์ เพื่อลดอัตราการติดเชื้อและลดการเสียชีวิต ซึ่งการล็อกดาวน์ถือเป็นต้นเหตุทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก

แต่วิวัฒนาการทางการแพทย์ได้ช่วยให้มีการคิดค้นวัคซีนและยารักษาโรค มีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน อัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตลดลง หลายประเทศเลิกล็อกดาวน์ ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติ เศรษฐกิจก็กลับมาเดินได้อีกครั้ง

สำหรับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่เกิดขึ้นมาใหม่ ต้องรอความชัดเจนทางการแพทย์อีกระยะหนึ่งว่า อัตราการติดเชื้อ อัตราการเสียชีวิต ระยะเวลาการรักษาเป็นอย่างไร จำนวนเตียงของโรงพยาบาลที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ ที่สำคัญวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งวัคซีนและยา ยังสามารถใช้รับมือได้หรือไม่

เมื่อข้อมูลโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนออกมาชัดเจน จากนั้นจะสามารถนำมาประมวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจว่ามีมากน้อยเพียงใดได้

“ตอนนี้ในฝั่งของผู้ประกอบการพร้อมแล้วที่จะรุกธุรกิจในปีหน้า หากวัคซีนที่มีอยู่สามารถรับมือกับโควิด–19 สายพันธุ์โอมิครอนได้ รัฐบาลไม่สั่งล็อกดาวน์อีก เชื่อว่าเศรษฐกิจในปีหน้าจะไปต่อได้ ในทางกลับกันหากอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โรงพยาบาลไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ รัฐบาลต้องตัดสินใจล็อกดาวน์อีกครั้ง เพื่อหยุดยั้งการติดเชื้อ การรุกธุรกิจของผู้ประกอบการก็อาจต้องหยุดชะงักลงอีก ทำให้ภาคเศรษฐกิจได้รับผลกระทบรุนแรง”

สุพันธุ์ มงคลสุธี

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
ปัจจุบันภาพของผลกระทบยังไม่มีความชัดเจนว่าจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า จะทำให้อาการของโรครุนแรงมากขึ้นหรือไม่ รวมถึงความมีประสิทธิภาพของวัคซีน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) อาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 สัปดาห์ เพื่อประเมินถึงความรุนแรงของโอมิครอน

กรณีการแพร่ระบาดไม่รุนแรง ข้อกำหนดด้านการเดินทางเข้า-ออกประเทศในปัจจุบันยังคงดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับอัตราการฉีดวัคซีนของคนไทยในปี 2565 ที่เพียงพอกับการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว หากเกิดการแพร่ระบาด รัฐบาลอาจพิจารณาใช้มาตรการแบบเฉพาะพื้นที่มากกว่าการล็อกดาวน์ทั้งประเทศ

“ผมขอประเมินว่าผลกระทบในรอบนี้คงไม่รุนแรงนัก และเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัวได้ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะไม่หยุดชะงักลง การท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 หากการแพร่ระบาดมีทิศทางที่ดูแลได้และมาตรการควบคุมโรคที่เปิดกว้างมากขึ้น”

ขณะที่ภาคการส่งออกคาดว่า ยังมีแนวโน้มดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และจีน เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศต่างๆ รวมถึงไทย มีความตระหนักและตื่นตัวค่อนข้างเร็วกว่าช่วงการระบาดของสายพันธุ์เดลตา ถือเป็นสัญญาณสำหรับการป้องกันและดูแลที่รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูว่าจะเกิดการระบาดใหญ่ขึ้นอีกครั้ง จนนำไปสู่การล็อกดาวน์ครั้งใหม่หรือไม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการฟื้นตัวของทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยให้มีความล่าช้าออกไป ยังไม่รวมปัญหาต่างๆที่อาจกระทบต่อการส่งออกของไทย อาทิ การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้า การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์หรือชิปอุตสาหกรรมของกลุ่มรถยนต์ที่ยังไม่คลี่คลายลงในปัจจุบันด้วย เศรษฐกิจไทยที่ต้องเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 มาเป็นระยะเวลา 2 ปีเต็มจะยิ่งบอบช้ำอย่างมาก และเชื่อว่าผลกระทบครั้งนี้จะรุนแรงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา

“หากถามว่ารัฐบาลจะต้องกู้เงินเพิ่มอีกหรือไม่ จากที่กู้มารวม 2 ล้านล้านบาท ผมมองว่าไม่อยากให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มอีกแล้ว เพราะในอนาคตหากเกิดวิกฤติต่างๆขึ้นอีก การจะขอกู้เพิ่มอาจทำได้ยาก ดังนั้นวงเงินกู้ที่มีอยู่ควรนำมาจัดลำดับ เยียวยาประชาชนให้เหมาะสมที่สุดกับสถานการณ์ปัจจุบัน”

บุญยง ตันสกุล

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป
ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจบริการอาหารญี่ปุ่นและไทยรวม 14 แบรนด์ อาทิ Zen, Aka, On The Table, Tetsu, ตำมั่ว, แจ่วฮ้อน และเขียง มองว่าธุรกิจร้านอาหารในไตรมาส 4 นี้กลับมาดีมาก หากไม่มีผลกระทบรุนแรง ปีหน้ามองบวกได้เลย เพราะที่เห็นวันนี้ต่างชาติ นักธุรกิจ นักท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้ามาแล้ว

อย่างไรก็ตาม การระบาดของสายพันธุ์ใหม่เป็นความกังวลทางด้านจิตวิทยา และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นตอนที่เดลตาระบาด ซึ่งกว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมได้ต้องใช้เวลามากกว่า 6 เดือน หมดงบประมาณไปมหาศาล และคนไทยประสบกับภาวะความยากลำบากมาก

สิ่งที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือ การใช้มาตรการเข้มข้นด่านหน้า คัดกรองและคุมเข้มบุคคลที่เดินทางมาจากต่างประเทศ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการลักลอบเข้าเมืองตามช่องทางธรรมชาติเห็นข่าวจับได้กันทุกวัน หากไม่มองประโยชน์ส่วนรวม ในที่สุดหากเจอวิกฤติก็ต้องประสบด้วยกัน ไม่มีใครหนีพ้น

เลวร้ายที่สุด หากสายพันธุ์ใหม่ระบาดเข้าประเทศ รัฐใช้มาตรการล็อกดาวน์อีก ในฐานะผู้ประกอบการซึ่งมีประสบการณ์มาแล้วก็สามารถปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจได้ทันที โดยรายได้ 30% ในปัจจุบันมาจากธุรกิจดีลิเวอรี คลาวด์คิทเช่น ทำยอดขายเดือนละ 30-40 ล้านบาท เอามาเป็นกระแสเงินสดเพื่อรักษาธุรกิจไว้ อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วเชื่อว่ารัฐคงไม่ปูพรมล็อกดาวน์ธุรกิจทุกประเภท

“ตั้งแต่เริ่มต้นไตรมาส 4 ของปีนี้ ตัวเลขธุรกิจร้านอาหารในศูนย์การค้าดีขึ้นมาก หากไม่มีการระบาด ปีหน้ามองโอกาสธุรกิจเป็นบวกได้เลย ตอนนี้ช่วงวันหยุด ลูกค้ามารอคิวเต็มหน้าร้าน อยู่บ้านมา 7-8 เดือนกินอาหารดีลิเวอรีจนกระทั่งไม่ไหว พอเปิดมาทุกคนใส่กันเต็มที่”

อยากให้รัฐบาลและคนไทยรวมพลังในการต่อสู้กับไวรัสให้เราพ้นวิกฤติ รอบนี้ถ้าเราพ้น ประเทศไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวอยากมามากที่สุด. UFABET

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *