ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัย และหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็น นักเศรษฐศาสตร์คนสุดท้าย ของซีรีส์สัมภาษณ์พิเศษ 3 นักเศรษฐศาสตร์ไฟแรง จาก3 สำนัก ที่มาวิเคราะห์ เศรษฐกิจไทย ความเสี่ยง และ ความท้าทาย รวมถึงข้อเสนอแนะ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อที่จะไม่ให้ “ตกรถ”

เศรษฐกิจไทย “เครื่องยนต์เก่า-ตลาดเก่า”

ดร.สมประวิณ ฉายภาพว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในปี 65 ถือว่า อยู่ในทิศทางการฟื้นตัว แต่การฟื้นตัวช้ากว่าคนอื่น ขณะที่โลก กำลังฟื้นกลับไปที่เดิม และ สูงขึ้นกว่าเดิม เพราะเป็นไซเคิลกำลังขึ้น แต่ประเทศไทย จะพื้นช้า

กว่า จะกลับไปที่เดิมได้ แต่จะไปต่อได้แค่ไหน ยังเป็นประเด็นที่ต้องพูดกัน

ปัญหาสำคัญคือ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย (growth engine) ยังคงเป็นตัวเดิม สินค้า และ บริการยังเหมือนเดิม เช่น การส่งออกสินค้ายังเป็นอุตสาหกรรมเดิม การท่องเที่ยวที่หวังจะกลับมาก็ยังเป็นการท่องเที่ยว

แบบเดิม ยังเป็นตลาดเดิม ผู้ประกอบการหรือกระบวนการผลิต ก็ยังเป็นกลุ่มเดิม แบบเดิม ดังนั้นถึงแม้จะเติบโตขึ้นในเชิงปริมาณ แต่ในเชิงคุณภาพยังมีโจทย์ที่ต้องจัดการ

 

“สิ่งที่กังวลคือ เศรษฐกิจภายในประเทศ ระยะสั้นฟื้นตัวไม่ทัน และระยะยาวจะตกรถ เพราะวันนี้หลายประเทศ วางแผนเรื่องการลงทุนเศรษฐกิจใหม่ แต่เมืองไทย ยังผลิตสินค้าเดิม ๆ เพราะเรากลัวเสียลูกค้าเดิม ขณะที่

ลูกค้า ในอดีตกับลูกค้าในอนาคตไม่เหมือนกัน ถ้าเราไม่เปลี่ยน ไม่ปรับ กลัวว่าประเทศไทยจะตกรถ เหมือนกรณีการลงทุน ทีวีจอแบนไม่มาเมืองไทย ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตทีวีของไทย ตายไปกับทีวีจอตู้”

 

เศรษฐกิจปี’65 อยู่ที่ “การลงทุน”

ดร.สมประวิณ มองว่า ส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์ สำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ปัญหาคือ เป็นเครื่องยนต์เก่า ขณะที่ภาคท่องเที่ยว ที่เป็นความหวังหลังเปิดประเทศ ก็ยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว ที่สำคัญ อย่าหวังแค่นักท่องเที่ยว แต่

ต้อง ดึงกลุ่ม business traveller เข้ามาด้วย วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ปีหน้าต่างชาติจะเข้ามา 5 ล้านคน ซึ่งยังห่างไกลกับก่อนโควิด-19 แต่ประเด็นสำคัญคือ ที่เข้ามาเป็น “ใคร” ถ้าเป็นนักเดินทาง เพื่อธุรกิจจะดีมาก เพราะจะ

ก่อให้เกิดธุรกิจตามมาอีก ไม่ใช่แค่ตัวเงินที่เกิดจาก การเดินทาง ขณะที่ทั่วโลกเริ่มขยับเรื่องการลงทุน

ธีมเศรษฐกิจ ปีหน้าจะเป็นเรื่อง “การลงทุน” เศรษฐกิจโลก ฟื้นส่งผลให้ดีมานด์เพิ่มขึ้น คนสามารถอยู่ร่วมกับ โควิด-19 ภาคธุรกิจเริ่มคิด เรื่องการลงทุนมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยก็ได้อานิสงส์ เพราะอยู่ในซัพพลายเชน การ

ผลิตโลก

 

“เศรษฐกิจโลกฟื้น มีดีมานด์แน่นอน แต่การลงทุนอาจจะช้า เพราะมีหลายปัจจัย ที่ผู้ประกอบการต้องดูว่าจะลงทุนอะไร จะเลือกลงทุนที่ไหน เพราะวันนี้สินค้า และ บริการกำลังปรับเปลี่ยนรวดเร็ว อย่างค่ายรถยนต์ถ้ากำลัง

การผลิตอาจจะเต็ม ผู้ประกอบการก็อยากลงทุนเพิ่ม แต่ก็ต้องศึกษาว่าจะผลิตอะไร รถยนต์สันดาป หรือรถอีวี ต้องดูเทรนด์ในอนาคต”

 

ลงทุนไทยจะเป็นแบบไหน

ดร.สมประวิณ กล่าวว่า การลงทุนใหม่ ที่จะเกิดขึ้นจะมาจาก 2 ปัจจัย คือ 1.การขยายการผลิตบน “ซัพพลายเชนเดิม” เพราะเศรษฐกิจโลกฟื้น ส่งออกโต กำลังการผลิตเต็ม ทำให้ต้องขยายการลงทุน แต่เป็นในกลุ่มสินค้า

ประเภทเดิม ซึ่งตรงนี้ไทยได้ประโยชน์อยู่แล้ว แต่จะเป็นประโยชน์ในระยะสั้นและกลาง

 

และ 2.เทรนด์การลงทุนเศรษฐกิจใหม่ เพื่อสร้างซัพพลายเชน สินค้าใหม่ในอนาคต อย่างการลงทุนรถอีวี ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน เพราะอาเซียน ไม่ได้มีแค่ประเทศไทย และ ทุกคนมีทั้งดีมานด์ ซัพพลาย และ กำลังการ

ผลิต

 

“การลงทุนจะเป็นธีมสำคัญ แต่จะต้องไปดูในรายละเอียดว่าเป็นการลงทุนใหม่ หรือ เป็นการลงทุนในกิจกรรมแบบเก่า ๆ ถ้าลงทุนในกิจกรรมเก่า ผลที่ได้ก็แป๊บเดียว แต่ถ้าลงทุนในกิจกรรมใหม่ จะเป็นคลื่นลูกใหม่”

 

นโยบายการเงินการคลัง “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก”

 

ดร.สมประวิณ มองว่า สัญญาณอันตราย หรือสิ่งที่เราต้องระวังคือ “เราฟื้นไม่ทันคนอื่น และเราจนกว่าคนอื่นด้วย” อันนี้จะทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ยิ่งถ่างมากขึ้น

ขณะที่ช่องว่างการทำนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจะยิ่งยากขึ้น เพราะตอนนี้เศรษฐกิจโลกฟื้น เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น ขณะที่ต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ก็ทำให้ประเทศไทยลำบาก

นโยบายการเงินการคลังอยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น เงินเฟ้อกำลังมา การทำนโยบายจะมีข้อจำกัดและท้าทายมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ใช้นโยบายกระตุ้นอย่างเดียวไม่ได้ เมื่อเศรษฐกิจยัง

ไม่ดี ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่นโยบายการคลังจะยิ่งแคบ จำเป็นต้องมีมาตรการซับซิไดซ์ด้วย

 

รีด “ภาษีทรัพย์สิน” เพิ่มพื้นที่การคลัง

ดร.สมประวิณกล่าวว่า จากที่พื้นที่นโยบายการคลังมีจำกัด สิ่งสำคัญที่ทำได้คือเรื่องการขยายฐานภาษี แต่ไม่ใช่ภาษีที่มาจากฐานรายได้ (income based) แต่ควรที่จะพิจารณาเพิ่มจัดเก็บภาษีที่เป็นฐานจากสินทรัพย์

(asset based) ทบทวนอัตราจัดเก็บ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, ภาษีมรดก เป็นต้น

 

เพราะการจัดเก็บภาษีจากฐานรายได้ปัจจุบันก็เก็บได้แค่ล้านกว่าคน เพราะทุกคนออกนอกระบบหมด ส่วนที่มีการพูดถึงการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ส่วนตัวมองว่าแวตไม่ได้ผูกกับว่าใครจนใครรวย แต่จะกระทบกำลังซื้อ

คนทุกระดับ เราต้องมองเรื่องการเพิ่มอัตราภาษีจากสินทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

 

“อย่างไรก็ดี ก่อนจะเพิ่มภาษีที่ดินหรือภาษีมรดก ง่าย ๆ เอาโครงการช้อปดีมีคืน มากระตุ้นกำลังซื้อกลุ่มเศรษฐีให้ใช้ลดหย่อนภาษีเยอะ ๆ คือกระตุ้นให้เศรษฐีจ่ายเงินซื้อ แต่ต้องดีไซน์ว่าให้ใช้จ่ายประเภทไหน ต้องดูว่า

สุดท้ายแล้ว ผู้รับเงินคือใคร ต้องเน้นธุรกิจท่องเที่ยวบริการ เช่น สปา ร้านอาหาร และอย่าเสียน้อยเสียยาก เพราะจะไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ”

 

จี้วางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจประเทศ

ดร.สมประวิณกล่าวว่า ช่วง 1-2 ปีหลังจากนี้ สิ่งสำคัญที่ไทยต้องทำคือ วางแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในประเทศและบนเวทีโลก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าไทยยังคงต้องพึ่งพิงต่างประเทศ แต่การพึ่งพิงหรือเลือก

คบเพื่อนจะต้องมียุทธศาสตร์

 

วันนี้ประเทศยักษ์ใหญ่แย่งทรัพยากรกันผ่านภูมิรัฐศาสตร์โลก (geopolitics) ดังนั้น ไทยควรทำนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนการผลิตโลก การจับมือพันธมิตรเป็นเรื่อง

สำคัญ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น การเข้าความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) หรือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ไม่ใช่เรื่องการเข้าสู่ตลาด (market

access) หรือเข้าไปขายอย่างเดียว แต่เป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมการผลิตในซัพพลายเชน เพราะการผลิตทำให้คนไทยได้มีอาชีพ แต่การที่ไทยจับมือ FTA การค้าเสรี ซึ่งเป็นเรื่องของการเข้าสู่ตลาดเท่านั้น

 

ห่วงไทยไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้าง

ดร.สมประวิณทิ้งท้ายว่า อย่าคิดว่าเปิดประเทศแล้ว เศรษฐกิจฟื้น ทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะโลกหลังโควิด-19 ไม่เหมือนเดิม เปิดประเทศแล้วจะดีขึ้นหรือไม่ ขึ้นกับว่าทำตัวเองยังไง วางโครงสร้างพื้นฐานยังไง ถ้าไม่ได้ทำ ไม่

ได้ปรับอะไรเลยก็คงไม่ดีขึ้น ประเทศไทยอาจกลับไปที่เดิมได้ แต่จะดีขึ้นมั้ย ขึ้นอยู่กับว่ามีนโยบายต่อเนื่อง “เยียวยา-ฟื้นฟู และปรับตัว” หรือเปล่า ซึ่งวันนี้ประเทศไทยยังไม่มีการพูดถึงนโยบาย “ปรับตัว” เลย เพราะเพิ่งเริ่ม

ฟื้นฟู

“สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ วันที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้น ส่งออกดีขึ้น ท่องเที่ยวเริ่มฟื้น ทุกคนก็ร่าเริง ก็ลืมโจทย์ปัญหาโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำก็ถ่างขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะคนรวยฟื้นเร็ว แต่คนจนยังไม่ฟื้น ฝนตกหลังคารั่วยังไม่ได้ซ่อม

แดดออกก็ดีใจ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยเป็นรูมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว แต่เราไม่เคยอุดเลย”

UFABET

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *