นักวิชาการ หนุนขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต ได้กล่าวถึง การเคลื่อนไหวขององค์กร ผู้ใช้แรงงาน หนุนขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เสนอให้ปรับค่าแรงขั้นต่ำ เป็น 492 บาท อัตราเดียวทั่วประเทศ ว่า เห็นด้วยกับการ

ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อคุณภาพชีวิต ผู้ใช้แรงงาน และ กระตุ้นเศรษฐกิจ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และ สร้างความเป็นธรรม ทางเศรษฐกิจ

 

สำหรับการปรับเพิ่มขึ้นเท่าไหร่นั้น ควรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ทุกมิติ เพื่อให้เกิดผลดีต่อสวัสดิภาพต่อแรงงานอย่างแท้จริง และ เป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจ ไม่เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อ หรือ เกิดปัญหาการเพิ่มขึ้น ของการ

ว่างงาน รวมทั้งเพิ่มต้นทุนของการผลิต มากเกินไป

 

ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า การตัดสินใจต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและใช้กลไกไตรภาคี การใช้ค่าจ้างขั้นต่ำ อัตราเดียวทั่วประเทศ จะเป็นผลบวกต่อ เศรษฐกิจในระยะยาว มากกว่าแบบกำหนดตามพื้นที่ โดยเฉพาะในมิติ

ความเป็นธรรม และ ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ในปัจจุบันค่าจ้าง ของแรงงานภาคอุตสาหกรรม แบ่งออกเป็น 4 ระบบใหญ่

 

1. ระบบค่าจ้างขั้นต่ำ ของลูกจ้างในสถานประกอบการ กำหนดโดย คณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำ ของแต่ละจังหวัด ซึ่งเป็นคณะกรรมการ ไตรภาคี และ การประกาศบังคับใช้กฎหมาย โดยกระทรวงแรงงาน เดิมระบบค่าจ้าง

ขั้นต่ำ ถูกกำหนด โดยคณะกรรมการ ค่าจ้างเป็นอัตราเดียวทั่วประเทศ ต่อมาในปี พ.ศ. 2544 จึงได้มีการ ปรับเปลี่ยนระบบ การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ โดยมีอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำ ประจำจังหวัด ซึ่งเป็นองค์กร

ไตรภาคี ในจังหวัดของตัวเอง

 

2. ระบบค่าจ้างเงินเดือน ในสถานประกอบการ ตามฝีมือแรงงาน คือ ค่าจ้างที่นายจ้างเป็นผู้กำหนดจ่าย ให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทน ตามผลงานในรอบระยะเวลาที่ผ่านมา ปัญหาในสถานประกอบการ หลายแห่งเกิดขึ้น

เมื่อไม่ได้มีกำหนด โครงสร้างค่าจ้างที่ชัดเจน ปัญหาอีกประการหนึ่ง ในปัจจุบัน คือ การไม่มีความแตกต่าง ระหว่างค่าจ้างขั้นต่ำ กับอัตราค่าจ้างประจำปี ในสถานประกอบการ ซึ่งเป็นการผิดวัตถุประสงค์ ของการกำหนด

ค่าจ้างขั้นต่ำ ที่ต้องการ ให้เป็นเพียงค่าจ้างของแรงงานไร้ฝีมือ ในระยะแรกของการทำงาน ไม่ใช่ค่าจ้างของลูกจ้าง ที่ทำงานมาหลายปี จนมีทักษะฝีมือแล้ว ค่าจ้างในระบบนี้ มักเป็นไปตามค่าจ้างตามมาตรฐาน ฝีมือ

แรงงาน

 

3. ระบบค่าจ้างรายชิ้น เป็นระบบค่าจ้าง ที่จ่ายให้ตามจำนวนชิ้นงาน โดยไม่คำนึงถึงเวลาที่ใช้ ในการผลิต ใช้กับแรงงานนอกระบบในกลุ่มผู้รับงาน ไปทำที่บ้าน ซึ่งค่าจ้างถูกกำหนดโดยผู้ว่าจ้าง จากการศึกษาของ ดร. วรวิ

ทย์ เจริญเลิศ และ นภาพร อติวานิชพงศ์ พบว่า ค่าจ้างเฉลี่ย ที่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ได้รับเมื่อ คำนวณตามชั่วโมง การทำงาน แล้วต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตามกฎหมายแรงงาน และ โดยส่วนใหญ่ลูกจ้าง ไม่มีอำนาจต่อ

รองในเรื่องค่าจ้างรายชิ้น ยกเว้นในกรณีมีอุปสงค์ หรือความต้องการสินค้าสูง มีความจำเป็นต้องการแรงงาน เพื่อเร่งผลิต อำนาจต่อรอง ของลูกจ้างรายชิ้น จึงสูงขึ้น

 

4. ระบบค่าจ้าง ของแรงงานนอกระบบ ระบบค่าจ้างของแรงงานนอกระบบ มักยึดการกำหนด ค่าจ้างขั้นต่ำ (Minimum Wage) เป็นพื้นฐาน โดยไม่ใช่ค่าจ้างที่เพียงพอ แก่การดำรงชีวิต (Living Wage) แรงงานนอกระบบ

มักมีสภาพการจ้าง ที่ไม่เป็นทางการ ขาดความมั่นคงในงาน และ ไม่มีสวัสดิการแรงงาน รวมทั้ง มักถูกเลือกปฏิบัติ จากกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และ ระบบประกันสังคม

 

ดร.อนุสรณ์ กล่าวถึง หลักเกณฑ์ ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำว่า อัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ นั้น หมายถึง อัตราค่าจ้างที่นายจ้าง ต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งเป็นแรงงานไร้ฝีมือ เมื่อแรกเข้าทำงาน เพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยง

ดูตนเอง และ ครอบครัว (ตัวลูกจ้าง + ภรรยา 1+ บุตร 2 คน) ให้อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข นั่นคือ เกณฑ์ค่าแรงขั้นต่ำขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ เกณฑ์การพิจารณา การปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ในแต่ละปี

นั้น แต่ละประเทศ ก็จะมีแนวทางและหลักเกณฑ์ของตนเอง แตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่ จะพิจารณาจากการปรับเพิ่มขึ้น ของ ภาวะค่าครองชีพ (Cost of Living) ของปีนั้นๆ เป็นหลัก หากภาวะค่าครองชีพ ปรับเพิ่มขึ้นไปกี่

เปอร์เซ็นต์ ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ก็จะต้องปรับเพิ่มตามไปเท่านั้น เรียกว่า ปรับเพิ่มตามภาวะค่าครองชีพ (Cost of Living Adjustment) เพื่อให้ลูกจ้าง มีรายได้เพียงพอกับภาวะค่าใช้จ่าย ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความ

ว่า ลูกจ้างนั้น จะมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเดิม แต่อย่างใด หากแต่ปรับเพิ่มให้รายได้ มีความสมดุลกับรายจ่าย ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น เพื่อมิให้ลูกจ้าง ได้รับความเดือดร้อนจากการมีรายจ่าย ที่เพิ่มขึ้น จึงประสงค์ของค่าแรงงาน

ขั้นต่ำ ก็เพื่อให้ความคุ้มครองทางสังคม และ กระจายผลประโยชน์ ของการพัฒนาและผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจ มีคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคี ประกอบด้วยตัวแทนนายจ้าง ลูกจ้าง และ ภาครัฐเป็นผู้พิจารณากำหนด

และ ควรมีกำหนดค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ พื้นฐานเป็นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ สำหรับจังหวัด ที่ไม่ได้กำหนดอัตราของตนเอง หรือ หากไม่ใช้วิธีการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ อัตราเดียวทั่วประเทศ

 

ทั้งนี้ เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ที่ต้องปรับตัวขึ้นสูงแน่เป็นเพียงแนวโน้มสำคัญหนึ่ง ของตลาดแรงงานไทยเท่านั้น ยังมีแนวโน้มอื่นๆอีก ที่ธุรกิจอุตสาหกรรมต้องปรับตัว และ รัฐต้องมีนโยบายและมาตรการอันเหมาะสมในการตอบ

สนอง ไม่เช่นนั้นแล้วจะสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจในมิติใดมิติหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ความสามารถ ในการแข่งขัน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ แนวโน้มที่สำคัญ และ ยังเป็นแนวโน้มที่ช่วย

อธิบายเราว่า ค่าจ้างในไทยแพงหรือไม่ คือ ผลิตภาพแรงงานไทยในอนาคตว่าเป็นอย่างไร ปัจจุบันผลิตภาพแรงงานไทย (Labor Productivity) เติบโตในระดับปานกลาง ขณะเดียวกัน ผลตอบแทน ของแรงงานก็ลดลงทุก

ระดับการศึกษา สะท้อนปัญหาด้านคุณภาพ ของการศึกษาไทย ผลิตภาพแรงงานโดยเฉลี่ยต่อคน ปรับด้วยอำนาจการซื้อ เปรียบเทียบ (Purchasing Power Parity) หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้ว พบว่าผลิตภาพ

แรงงานเฉลี่ยต่อคน ของไทยปรับด้วยอำนาจการ ซื้อเปรียบเทียบ (PPP) อยู่ในระดับปานกลาง ผลิตภาพการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญ ในการกำหนดการเติบโต อย่างยั่งยืน ในระยะยาว และ เป็นตัวกำหนดระดับคุณภาพชีวิต

ของประชาชน การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงาน จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และ มีผลอย่างมากต่อความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ ผลิตภาพแรงงาน เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพในการทำงานของปัจจัยการผลิตด้าน

แรงงานเพื่อใช้เปรียบเทียบผลงานทางด้านเศรษฐกิจ โดยทำการวัดจากอัตราส่วนของผลผลิตกับจำนวนแรงงานในระบบเศรษฐกิจ ผลิตภาพแรงงานในระยะหลังไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นนักเพราะมีปัญหา การขาดแคลนแรงงาน

ที่มีทักษะทำให้ไม่สามารถพัฒนาไปสู่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตได้ ขณะเดียวกันระบบการศึกษาก็มีปัญหาทางด้านคุณภาพในการผลิตทรัพยากรมนุษย์ป้อนเข้าสู่ระบบการผลิตนอกจากนี้แรงงาน

(ประชากรในวัยทำงาน) ยังมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ

 

UFABET

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *