ข้อพิพาทเรื่องดินแดน ฮองกง ไต้หวัน และสิทธิมนุษยชน ของเขตปกครองพิเศษซินเจียงอุยกูร์ สงครามเย็น รอบใหม่ การแทรกแซงทางการเมือง ในฮองกง สำคัญพอๆ เรื่องประเด็นเรื่องการค้า ที่ทำให้จีน และสหรัฐฯ เกิดการโต้แย้งกันบ่อยขึ้น

การต่อสู้ทางกลยุทธ์ และการเมือง เพื่อกีดกันการขยายอำนาจ ระหว่างสหรัฐ และจีน เป็นสงครามเย็นรูปแบบใหม่ ที่เกิดขึ้น เพื่อลดอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด แปซิฟิก

สงครามเย็น รอบใหม่สหรัฐ VS จีน

และทั่วโลก ในโครงการ เส้นทางสายไหมยุคใหม่ของจีน ไม่ได้เป็นการปะทะกัน ของอุดมการณ์ทางการเมื่องเหมือน ช่วงปี 1980-1990 โดยเปลี่ยนมาแข่งขันด้านการค้า และการลงทุน

สงครามเย็น เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นความขัดแย้งทาง อุดมการณ์ทางการเมือง ระหว่างที่มีแนวคิด และระบบการเมือง การปกครอง ที่แตกต่างกัน ระหว่างสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต ที่อวดอ้างศักยภาพด้านอาวุธ และการทหารฟาดฟันกัน ด้วยข้อมูลข่าวสาร

สงครามเย็นได้ถูกนิยามขึ้นมาใหม่ และขยายขอบเขตที่กว้างขึ้น ในมุมมองของนักวิชาการจำนวนมาก จากสภาพสังคม เศรษฐกิจ และค่านิยมที่เปลี่ยนไป จากเดิม ที่คู่แข่งทางการเมืองในอดีต เป็นสหภาพโซเวียต เปลี่ยนเป็นจีนคู่แข่งคนใหม่ ที่แข่งขันกันขยายอำนาจทางเศรษฐกิจแทน

นโยบายต่างประเทศ ของสหรัฐในยุคของ โจ ไบเดน แสดงให้เห็นแนวทางการเผชิญหน้า และกีดกันการขยายอำนาจ ทางเศรษฐกิจ ทางการทูต และเทคโนโลยี ของจีนมากกว่าในยุคของ โดนัลทรัมป์ จีนคือคู่แข่งที่สำคัญ ทางด้านเศรษฐกิจของอเมริกา

เราสามารถเรียก สงครามเย็น รอบใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนได้หรือไม่ จากนโยบายการเผชิญหน้าด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นคำถาม ที่หลายคนยังสงสัย

เมื่อจีน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยระบบทุนนิยม มีจุดเด่นในเรื่องการผลิต เร่งสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยแข่งขันกับสหรัฐ และก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจในระดับโลก

เมื่ออุตสาหกรรมการผลิต ของอดีตสหภาพโซเวียต ผลิตสินค้าไม่ตอบโจทย์ ผู้บริโภคชาวอเมริกัน ได้เท่ากับจีน ที่ผลิตสินค้า ที่มีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และก้าวขึ้นมาเป็นประเทศคู่ค้า ที่สำคัญของมหาอำนาจหลายชาติ เน้นการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ มากว่าการต่อสู้ เพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง

ข้อพิพาทในซินเจียงอุยกูร์ ฮ่องกง และไต้หวัน

ข้อพิพาทเรื่องสิทธิมนุษยชน ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ นับเป็นหนึ่งประเด็นสำคัญ ที่ส่งผลให้สหรัฐฯ และจีนกระทบกระทั่งบ่อยครั้ง ความขัดแย้งในมณทลซินเจียงอุยกูร์ รวมถึงไต้หวัน และฮ่องกง

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในมณฑลอุยกูร์ เรื่องสิทธิมนุษยชน และการที่จีนดำเนินนโยบายจีนเดียว กับฮองกง รวมถึงไต้หวัน โดยการบังคับใช้กฏหมายของจีนแผ่นดินใหญ่นั้น ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ให้การยอมรับ ทำให้จีน สหรัฐเกิดความขัดแย้งกันบ่อยครั้ง

ต้องเล่าย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในปี 2018 องค์การสหประชาชาติ UN ได้ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลจีน เพื่อสำรวจข่าวลือ เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนใน โรงเรียนมุสลิมอุยกูร์ เรื่องการกดขี่ทางเชื้อชาติ และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ แต่กลับถูกปฏิเสธจากรัฐบาลจีน

มีชาวอุยกูร์บางกลุ่มยื่นฟ้องต่อ ICC ศาลอาญาระหว่างประเทศ ว่าโรงเรียนดังกล่าว ไม่ได้เรียกว่าสถานศึกษา แต่เป็นสถานที่กักกันคุมขัง ชาวอุยกูร์ ในพื้นที่แคบๆ โดยบังคับให้สตรีทำหมัน และผู้ชายเป็นแรงงานผลิตสินค้า

ICC ศาลอาญาระหว่างประเทศ ไม่สามารถฟ้องต่อรัฐบาลจีนได้ เนื่องจากจีน ไม่ได้เป็นลงนาม กับศาลอาญาระหว่างประเทศ นายฟาตู เบนซูดา อัยการสูงสุด กล่าว ในการฟ้องร้อง เรื่องโรงเรียนปรับทัศนคติในซินเจียง

นอกจากประเด็นซินเจียง สหรัฐฯ ยังกระทบกระทั่ง กับจีนอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะ การแทรกแซงการเมือง การปกครองของ เขตบริหารเศรษฐพิเศษฮ่องกง การปราบปรามชาวฮ่องกง ที่เรียกร้องประชาธิปไตย

รวมถึงข้อพิพาท เรื่องการล้ำเส้นเขตแดนของจีน และไต้หวัน ถึงแม้จะเอาผิดจีนไม่ได้ ในเรื่องละเมิดสิทธิเสรีภาพอุยกูร์ แต่เรื่องราวก็ยังคงอยู่ในความสนใจของประชาคมโลก

ตนเองไม่แน่ใจว่า รัสเซีย ต้องการเผยแพร่ระบอบการปกครองของตนเอง ไปสู่ประเทศอื่นหรือไม่ แต่จีนเน้น ประโยชน์ด้านการค้าระหว่างประเทศ จากความสัมพันธ์ทางการทูต เราจึงต้องไม่ทำให้เกิดความเสียหาย และแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น


จากคำกล่าวของ ซือ เจ๋อ ได้ถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ โรเซน เบอร์เกอร์ (Laura Rosenberger) โต้กลับว่า การกดดันทางการทหาร และการแทรกแซงทางการเมืองที่มีต่อ ฮองกงรวมถึงไต้หวัน

ที่จีนอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีนมาก่อน เป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้วหรือ อีกทั้งพบร่องรอยการโจมตีทางอินเตอร์เน็ต เพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยทั้งสหรัฐ และดินแดนอื่นๆ ด้วย

การร่วมกลุ่มก้อนพันธมิตรของตัวเอง

ได้มีการรวมกลุ่มประเทศพันธมิตร อันได้แก่ อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และเนปาลภายใต้ชื่อ Himalayan Quad โดยมีจีนเป็นประเทศผู้นำ การรวมกลุ่มของประเทศในครั้งนี้ โดยแหล่งข่าว จากอดีตนักการทูตชาวเบลารุส ในอินเดีย ที่ได้ให้ข้อมูลการเคลื่อนไหว ของรัฐบาลจีนกับ South China Morning Post

หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จีน ชี้ถึงประเด็นสำคัญ ในการประชุมดังกล่าวว่า จีนมีความต้องการ เสริมสร้างความสัมพันธ์ ให้มั่นคงมากขึ้น เพื่อรับมือกับการระบาดของไวรัสโควิด-19

ให้การจัดหาวัคซีน ดำเนินไปอย่างราบรื่น ร่วมวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์การระบาด ของไวรัสเริ่มผ่อนคลายขึ้น ไปจนถึงเรื่องการร่วมมือเรื่องภูมิสารสนเทศ และการทหาร

ที่จีนจะพยายามเชื้อเชิญ ปนกดดันให้ประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) เพื่อสร้างพันธมิตรที่ใหญ่ขึ้น จนเกิดกระแสต่อต้านจากสหรัฐฯ

ด้าน Globaltimes มองการรวมตัวของกลุ่มของประเทศแถบ เทือกเขาหิมาลัยว่าเป็นไปในรูปแบบ “การเมืองและการทหารระดับภูมิภาค ที่ถูกครอบงำจากค่านิยมสมัยสงครามเย็น”

ก่อนคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่จีนจะพยายามเชื้อเชิญ ปนกดดันให้ประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) เพื่อสร้างพันธมิตรที่ใหญ่ขึ้น จนเกิดกระแสต่อต้านจากสหรัฐฯ

ยุโรปไม่พร้อมเผชิญ สงครามเย็น รอบใหม่

ไม่นาน หลังจากที่บริษัทต่างชาติถูกจีนแบน เรื่องการไม่ซื้อฝ้ายจากซินเจียง การตอบโต้นโยบายการค้า ที่เข้มข้น ของจีน และสหรัฐฯ ด้านยุโรปดำเนินนโยบายเป็นกลาง เน้นย้ำต่อความร่วมมือควบคู่กับการเผชิญหน้า เพื่อให้สองชาติ วางยุทศาสตร์การค้าร่วมกัน ในภูมิภาค อินโด แปซิฟิก


บทบาทของ สหภาพยุโรป ยินดีร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายต่างๆ อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ก็พร้อมรับการร่วมงานกับจีน โดยเฉพาะ เรื่องของการแก้ปัญหา สภาพภูมิอากาศแปรปรวน เนื่องจากจีน เป็นประเทศ ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก มากที่สุดในโลก นั่นเอง

ด้วยความหวัง เราจะต้อง ไม่กลับไปเจอเหตุการณ์เดิมอีกครั้ง”ท่ามกลางความตึงเครียด ทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สงครามเย็น ครั้งใหม่ ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา จะเกิดขึ้นจริง หรือไม่ หรือสงครามเย็น ได้ก่อตัวขึ้นมาแล้วกันแน่ ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนนิยามความหมายของ ‘สงครามเย็น’ ไว้แบบไหน ติดทุกข่าวสารข้อมูลเพิ่มได้ที่ UAFBET blogs

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *