รอฟังข่าวดี ทรูรวมดีแทค สร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่ง

รอฟังผล ทรูรวมดีแทค จุดนัดฝันล้มแชมป์เอไอเอสในรอบ 30 ปี

การที่ “เทเลนอร์” ออกมาระบุ ถึงการเจรจาครั้งนี้ จึงถือว่าชัดเจน ขึ้นในการหาพันธมิตร ที่แข็งแกร่งให้ดีแทค โดยก่อนหน้านี้ก็เพิ่งขายธุรกิจในเมียนมา และเพิ่งประกาศแผนควบรวมกิจการ กับบริษัทเอเซียต้า (Axiata Group Bhd) บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของมาเลเซีย ด้วยมูลค่ามูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเกือบ 5 แสนล้านบาท และหากดีลกับทรูสำเร็จ รอยเตอร์ ระบุไว้ว่า จะมีมูลค่าประมาณ 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 2.5 แสนล้านบาท

ทรูและดีแทคจะร่วมกันสร้าง เพื่อเป็นเบอร์ 1 !!!

เป็นที่รู้กันว่า การเจรจานี้เกิดขึ้น เพราะต่างมีเหตุผลของตัวเอง โดยทางเลือก ของดีแทคในไทยมีไม่มากนัก เพราะตกอันดับ จากผู้ให้บริการที่มียอดลูกค้าสูงสุดอันดับ 2 รองจากเอไอเอส

กลายเป็นอันดับ 3 ต่อจากทรู ขณะที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น และต้องการเงินทุนมหาศาลในการขยายเครือข่าย 5G ขณะที่ลูกค้าและรายได้ลดลงเรื่อยๆ จึงไม่ใช่เรื่องราวดีๆ สำหรับดีแทคและเทเลนอร์อีกต่อไป

ขณะที่ทรู แม้จะกวาดลูกค้า จนแซงหน้าดีแทคแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ การโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยการขยายฐานลูกค้า ให้มากที่สุด เป็นทางเลือกที่ดีในเวลานี้

งานนี้จึงต้องวิเคราะห์กันต่อไปว่า หากทรูกับดีแทคเป็นหนึ่งเดียวกัน จะมีผลต่อใครบ้าง แน่นอนว่าจะกลายเป็นเบอร์ 1 ทันที ในแง่จำนวนลูกค้า

และรายได้ แทนที่เอไอเอส หรือ บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ที่ครองตำแหน่งนี้มานานกว่า 30 ปี ในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ ของไทย

นับตั้งแต่ยุคที่ก่อตั้งโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จนมาถึงการขายหุ้นให้สิงเทล ของสิงคโปร์

ความเป็นที่ 1 ที่วัดจากจำนวนลูกค้า ผู้ใช้บริการ โทรศัพท์มือถือ ปรากฏชัดเจน ณ สิ้นสุดไตรมาส 3 วันที่ 30 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา ที่ทั้ง 3 ค่ายมือถือ แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สรุปยอดลูกค้าจากน้อยสุดไปหามากสุดได้ดังนี้ ufabetblogs

-ดีแทค มีลูกค้าอยู่ทั้งหมด 19.3 ล้านเลขหมาย
-ทรู ภายใต้แบรนด์ทรูมูฟ เอช มีลูกค้า 32 ล้านเลขหมาย
-เอไอเอส มีผู้ใช้บริการอยู่ 43.7 ล้านเลขหมาย

เท่ากับว่า หากรวมจำนวนลูกค้า ดีแทคและทรู แล้วเท่ากับ 51.3 ล้านเลขหมาย มากกว่า เอไอเอส ประมาณ 8 ล้านเลขหมาย

ความเป็นที่ 1 ยังวัดจากรายได้อีกด้วย โดยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 ที่ผ่านมา ดีแทคมีรายได้น้อยที่สุด แต่ยังมีผลกำไร แต่แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เพราะพึ่งพิงเฉพาะรายได้ จากบริการโทรศัพท์มือถือ เป็นหลัก ขณะที่ทั้งทรู และเอไอเอส ต่างมีธุรกิจอื่นมาเสริม โดยเฉพาะ บริการเชื่อมต่อ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้รายได้โดยรวมยังสูง

หากรวมรายได้ของดีแทค และทรูแล้ว ถือว่าชนะ เพราะเม็ดเงินมากทะลุไปถึง 52,198 ล้านบาท แยกเป็นดีแทคมีรายได้รวม 19,232 ล้านบาท กำไรสุทธิ 832 ล้านบาท และทรูมีรายได้รวม 32,966 ล้านบาท เฉพาะรายได้จากทรูมูฟ เอช มีจำนวน 19,800 ล้านบาท แต่ทั้งเครือยังขาดทุน 603 บาท

ส่วนเอไอเอส รายได้รวม 42,377 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 6,374 ล้านบาท ซึ่งเอไอเอสมีฐานเงินรายได้และกำไรที่แข็งแกร่งมากกว่า

เอไอเอส สุดแกร่งทั้งฐานะการเงิน และผู้ถือหุ้น
เกมธุรกิจ จึงไม่จบแค่จำนวนลูกค้า มีไว้โปรโมตโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และรายได้ แต่เม็ดเงินกำไร ที่ส่งคืนผู้ถือหุ้น คือสิ่งที่สำคัญกว่า

ดังนั้น ความเป็นที่ 1 ในการวัดจาก มาร์เก็ตแคป หรือมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ วันที่ 18 พ.ย. 2564 เอไอเอสยังชนะเลิศเป็นอันดับ 1 ด้วยมูลค่าอยู่ที่ 587,350.34 ล้านบาท รองลงมาคือทรู 146,152.70 ล้านบาท ตามด้วยดีแทค อยู่ที่ 97,080.25 ล้านบาทเท่านั้น และแม้ดีแทค และทรูรวมกัน ก็ยังห่างไกลเอไอเอส

จึงเป็นเหตุผล ที่สะท้อนออกมาให้เห็นที่ราคาหุ้นเอไอเอส สูงกว่าตลอดกาล หลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับทรู และดีแทค โดยราคาวันที่ 19 พ.ย. หุ้นเอไอเอสเฉลี่ยอยู่ที่ 196 บาท และเมื่อมีข่าวทรูกับดีแทคอาจรวมกัน ราคาหุ้นเอไอเอสแทบไม่สะเทือน ตกลงไม่ถึง 1%

ส่วนดีแทค หากได้รวมกับทรูถือว่าเป็นผลบวก สะท้อนจากราคาหุ้นเฉลี่ยวันที่ 19 พ.ย.อยู่ที่ 41.35 บาท เพิ่มขึ้น 0.61% และสูงกว่าปีที่แล้วเช่นกัน

ขณะที่ดูเหมือนว่า การเจรจาซื้อดีแทคครั้งนี้ นักลงทุนยังไม่ตอบรับเชิงผลบวกกับทรูเท่าไรนัก สะท้อนจากราคาหุ้นของทรูในวันที่ 19 พ.ย. เฉลี่ยอยู่ที่ 4.43 บาท ลดลง 1.37%

สุดท้ายแล้ว การเจรจาจะสรุปอย่างไร? ยังคงต้องรอแถลง รายละเอียด จากทั้งทางฝั่งทรูและ “เทเลนอร์” อีกครั้ง ว่าทรูซื้อดีแทค หรือเทกโอเวอร์ หรือแลกเปลี่ยนหุ้น เพื่อรวมกัน เป็นหนึ่งเดียว หรือจะมีรูปแบบอื่นใด ตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ ตามต้องการ แต่ที่แน่ ๆ รวมกันแล้วเพื่อ แข่งเอไอเอส ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเอไอเอสไม่เพียง ผลประกอบการดี ฐานลูกค้าแข็งแกร่ง และมีความภักดี ต่อแบรนด์สูง

แต่ยังมีบริษัทแม่ ที่แข็งแกร่ง ในทุกด้านอย่างบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด ( มหาชน ) ถือหุ้นใหญ่ถึง 40% และสิงเทล จากสิงคโปร์ 23% โดยอินทัช มีผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นอยู่ถึง 31.40% อีกด้วย

เมื่อเราเห็นการเปลี่ยนแปลงขนาดนี้แล้ว ด้วยระบบเศรษฐกิจที่ต้องทำให้เรา ขับเคลื่อน และพัฒนาเดินหน้ากันต่อไป จะมัวหยุดนิ่งกันอยู่ทำไม เพราะสมัยนี้ มีเกมที่สามารถสร้างรายได้ และให้ความสนุกเพลิดเพลินกับเราไปในคราวเดียวกัน วันนี้เราขอนำเสนอ เกมออนไลน์ยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็น สล็อตออนไลน์ , รูเล็ต , บาคาร่า , เกมไพ่ป๊อกเด้ง , เสือ มังกร คุณก็สามารถทำเงินได้ง่าย ๆ ผ่านเว็บ UFABET ของเรา  เล่นเกมได้เงินจริง เล่นจริงเราจ่ายจริงแน่นอน 100% อีกทั้งคุณยังสามารถเล่นเกมได้ตลอด 24 ชั่วโมง แล้วมาสนุกกับเรานะครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *