ความผันผวนของ บิตคอยน์  กล่าวคือ ด้านหลากหลายความเชื่อที่ว่ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมและไม่ควรกุมอำนาจทางการเงินไว้เอง นำมาสู่การก่อกบฎทางการเงินที่สร้างสรรค์มากที่สุด อีกหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ทุกวันนี้เราทุกคนได้มีสกุลเงินดิจิทัลมากกว่า 10,000 สกุลเงินแล้ว และเราก็มีประวัติศาสตร์ของบิทคอยน์อีกอย่างหนึ่งที่เคยเริ่มต้นที่ 5 เซนต์ในปี 2010 กลายเป็นเหรียญที่มีมูลค่าสูงสุดถึง $65,500 เราต้องยอมรับว่าครั้งหนึ่งเคยดูถูกบิทคอยน์ว่าเป็นเพียงรางวัลของเหล่าเด็กเนิร์ด ในวันที่บิทคอยน์มีมูลค่า $100 ผมยังคงมองว่าเป็นเรื่องตลก วันที่บิทคอยน์ขึ้นมามีมูลค่า $1,000 ผมยังมองว่าเป็นแฟชัน วันที่ขึ้นมามีมูลค่า $10,000 ผมยังมองว่าเป็นฟองสบู่ และวันที่ขึ้นมาแตะ $60,000 ได้ผมก็ได้แต่เคาะหัวตัวเองว่าพลาดการลงทุนครั้งใหญ่ไปเสียแล้ว

อินเตอร์เน็ตก่อให้เกิดการต่อยอดในโลกปัจจุบันมากมาย ใครจะเคยคิดว่าวันหนึ่งเราจะสามารถถือโน๊ตบุ๊คตัวเดียวไปทำงานที่ไหนก็ได้ การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ได้พิสูจน์แล้วว่ายุคนี้เราสามารถทำงานจากที่บ้านโดยไม่จำเป็นต้องไปที่ออฟฟิศได้จริงๆ แต่พัฒนาการของอินเตอร์เน็ตไม่มีเรื่องไหนน่าสนใจไปมากกว่าการถือกำเนิดขึ้นของ บิทคอยน์ อีกแล้ว

ปัจจุบันสกุลเงินดิจิทัลอาจไม่ได้ถูกปกครองโดยกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไปแล้ว แต่อาจมีผู้เล่นหลายรายที่ต้องการเข้ามาในโลกใบนี้ บางคนก็ต้องการมาเก็งกำไรกับบิทคอยน์ต่อ บางคนหวังจะเป็นผู้สร้างนิวบิทคอยน์ บางคนเข้ามาต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ที่แพลตฟอร์มอีเธอเรียมได้วางเอาไว้ ปัจจุบัน โลกของคริปโตฯ ไม่ใช่การซื้อขายแลกเปลี่ยนเพียงอย่างเดียว แต่คริปโตฯ อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกมัลติเวิร์สในอนาคต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นทั้งบิทคอยน์และอีเธอเรียมขึ้นสร้างจุดสูงสุดใหม่ในวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ความผันผวนคือโอกาสในการลงทุนของวงการคริปโตฯ
สิ่งที่นักลงทุนกลัวมากที่สุดคือความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่แน่นอน ดังนั้นเราจึงถูกสอนอยู่บ่อยๆ ว่าอย่าลงทุนในจังหวะที่ตลาดมีความเสี่ยงสูง แต่ความเชื่อแบบนั้นไม่สามารถใช้ได้กับตลาดสกุลเงินดิจิทัล เพราะที่นี่มีความผันผวนเกิดขึ้นตลอดเวลา และนักลงทุนในตลาดคริปโตฯ ก็ชื่นชอบสิ่งนี้เป็นพิเศษ

ความผันผวนของบิทคอยน์และอีเธอเรียมก่อให้เกิดโอกาสในการลงทุนมากมาย ในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว บิทคอยน์มีราคาซื้อขายอยู่ที่ $54,460 ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาด $1,023 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะเดียวกันอีเธอเรียมก็มีราคาซื้อขายอยู่ที่ $4,068 ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาด $480 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ข้อมูลจากเว็บไซต์ CoinMarketCap ระบุว่ามีมูลค่าการซื้อขายบิทคอยน์ ณ ช่วงนั้นทั้งหมด $32,900 ล้านเหรียญสหรัฐ และอีเธอเรียมมี $18,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยอันดับสาม ไบแนนซ์คอยน์ (BNB) ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดทั้งหมด $2,720 ล้านเหรียญสหรัฐ รอบรู้เรื่อง การเงิน และสถานการณ์ปัจจุบัน ได้ที่  ufabetblogs

สิ้นปี 2021 ที่ใกล้มาถึงกับความฝันที่จะเห็นบิทคอยน์ ณ $100,000 ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสว่าบิทคอยน์อาจจะสามารถขึ้นถึง $100,000 ได้ก่อนสิ้นปี 2021 และถึงแม้ว่าเหล่าสาวกจะตั้งความหวังเอาไว้สูงเช่นนั้น แต่ความเป็นจริงตอนนี้ ที่การขึ้นยืนเหนือ $60,000 ยังเป็นเรื่องยาก และถ้าไม่นับวันนี้ ที่เป็นวันสิ้นเดือนพฤศจิกายน เราก็เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นกับระยะทางอีก $40,000 ก่อนแตะ $100,000 เป้าหมายนี้เริ่มดูเป็นไปได้น้อยลงไปทุกที

แต่ด้วยสถานการณ์โลกตอนนี้ที่คาดเดาได้ยาก ยังมีปัจจัยหลายประการที่อาจจะช่วยหนุนตลาดสกุลเงินดิจิทัลให้ปรับตัวขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ โรคระบาด ในสัปดาห์หน้า CME จะยอมรับให้มีสัญญาซื้อขายอีเธอเรียมแบบไมโครแล้ว ปัจจัยเหล่านี้อาจดึงแรงซื้อให้กลับเข้ามาในตลาดก็เป็นได้ สิ่งที่นักลงทุนสนใจตอนนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจโลก ความสมดุลหรือพลังงานสะอาด แต่เป็นสินทรัพย์ใดก็ได้ที่จะทำให้เงินลงทุนของพวกเขาสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วก่อนก้าวเข้าสู่ปี 2022 และสกุลเงินดิจิทัลอาจเป็นคำตอบนั้น

ตลาดคริปโตผันผวนหนัก บิตคอยน์ติดลบกว่า 17% หลังนักลงทุนแห่เทขาย กังวลการแพร่ระบาดของโรคโควิดสายพันธุ์โอมิครอน และข่าวผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเอเวอร์แกรนด์

เว็บไซต์ซีเอ็นบีซี รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ธ.ค 64 ราคาสกุลเงินคริปโตผันผวนหนัก โดยราคาบิตคอยน์ดิ่งลงกว่า 17 เปอร์เซ็นต์ หลังจากที่นักลงทุนแห่เทขายหนีความเสี่ยง เนื่องจากเกิดความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน และผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยบิตคอยน์มูลค่าตกไปอยู่ที่ ราว 48,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,632,030 บาท เมื่อเวลา 14.30 น. ของวันนี้

ด้านเว็บไซต์สตัฟฟ์ รายงานบทสัมภาษณ์จาก จาไนน์ เกรนเจอร์ ผู้บริหารจาก อีซีย์ คริปโต ที่ระบุว่า ราคาของบิตคอยน์ที่ร่วงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นยากที่จะชี้ชัดว่าเกิดจากเหตุใด บางส่วนมองว่าเป็นผลกระทบจากข่าวการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเอเวอร์แกรนด์ บริษัทอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ของจีน ในขณะเดียวกันราคาที่ตกลงอาจเกิดจากการเคลื่อนไหวของผู้ถือคริปโตรายใหญ่ก็เป็นได้ พร้อมทั้งระบุว่าผู้ถือบิตคอยน์บางส่วนนั้นไม่ได้รู้สึกตกใจกับมูลค่าที่ตกลง เนื่องจากการผันผวนราว 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องปกติของตลาดคริปโต

เรื่องที่ต้องรู้ก่อนซื้อ Bitcoin บิทคอยน์
เรื่องที่ต้องรู้ก่อนซื้อ Bitcoin บิทคอยน์

เรื่องที่ต้องรู้ก่อนซื้อ Bitcoin

1. Bitcoin ได้เป็นคริปโต สกุลแรกของโลก
บิตคอยน์ (Bitcoin) คือ คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) “และอาจเป็นสกุลแรกของโลก” และมีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดคริปโต ณ ปัจจุบัน สามารถใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง หมายความว่า แม้จะอยู่ประเทศไหนบนโลกก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินข้ามประเทศได้ เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต และที่สำคัญค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมนั้นถือว่าถูกมาก หากเทียบกับการทำธุรกรรมผ่านตัวกลาง

2. ใช้บล็อกเชนในการทำงาน
บิตคอยน์ได้ใช้เทคโนโลยี และบล็อกเชน (Blockchain) ในการบันทึกธุรกรรม โดยบล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยมากที่สุด มีหลักการทำงานแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ที่สำเนาของข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่าย และระบบจะมีการตรวจสอบให้ข้อมูลทุกเครื่องตรงกันอยู่เสมอ จึงยากต่อการปลอมแปลงข้อมูล และสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส

การจะแฮกข้อมูลในเครือข่ายบล็อกเชน ผู้แฮกหรือผู้ไม่ประสงค์ดีต้องแฮกคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายให้ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายทั้งหมดเท่านั้น ดังนั้น บิตคอยน์ที่สร้างอยู่บนบล็อกเชนจึงถือเป็นธุรกรรมที่มีความปลอดภัยสูงมาก เรียกได้ว่าตั้งแต่เกิดบิตคอยน์ขึ้นมายังไม่มีใครสามารถปลอมแปลงข้อมูลในบล็อกเชนได้เลย

3. ทุกคนในโลกที่ไม่มีใครทราบตัวตนผู้สร้าง Bitcoin
บิตคอยน์ถือกำเนิดขึ้นในปี 2009 โดยมีผู้สร้างที่ใช้ นามแฝงว่า “ซาโตชิ นากาโมโต (Satoshi Nakamoto)” จุดประสงค์ของเขาคือต้องการสร้างสกุลเงินที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง
แม้เขาจะเป็นถึงผู้สร้างเหรียญบิตคอยน์ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครทราบตัวตนที่แท้จริงของเขา ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าซาโตชิเป็นบุคคลหรือเป็นกลุ่มบุคคลกันแน่

มีหลายคนตั้งข้อสงสัยในตัวซาโตชิด้วยเหตุผลต่าง ๆ ข้อสงสัยนี้ทำให้เหล่านักสืบออนไลน์จากทั่วทุกมุมโลกพยายามสืบหาตัวตนที่แท้จริงของซาโตชิ แต่ก็ยังมีไม่ใครทำสำเร็จ แม้จะมีบางคนที่อ้างตนว่าคือซาโตชิตัวจริง แต่ก็ไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลยืนยันที่ชัดเจนและยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการ ทำให้ปริศนานี้ยังไม่ถูกเปิดออกแม้จะผ่านมากว่า 12 ปีแล้วก็ตาม

อนึ่ง บางคนได้ตั้งข้อสังเกตุว่า สาเหตุที่ซาโตชิไม่ยอมออกมาเปิดเผยตัวตน อาจเป็นเพราะเขากลัวว่าจะทำให้บิตคอยน์สูญเสียความกระจายศูนย์ (Decentralization) เนื่องจากถ้าทุกคนรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา สื่อต่าง ๆ ก็จะมุ่งเป้าหมายตัวซาโตชิ ตลาดก็จะให้ความสำคัญกับคำพูดของเขาแต่เพียงคนเดียว ซึ่งขัดแย้งกับหลักการกระจายศูนย์ของบิตคอยน์

4. บิตคอยน์มีจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ
บิตคอยน์ถูกสร้างขึ้นมาให้มีจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ เพราะว่าผู้สร้างบิตคอยน์ได้คาดการณ์ไว้แล้วว่า หากบิตคอยน์มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่มีจำกัด อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และจะทำให้มูลค่าของบิตคอยน์ลดลงจนหายไปจากตลาดได้ ดังนั้นการจำกัดจำนวนเหรียญบิตคอยน์จึงเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในอนาคต และด้วยคุณสมบัติที่มีอยู่อย่างจำกัดของบิตคอยน์นี้เองจะทำให้มูลค่าของบิตคอยน์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตนั่นเอง

ปัจจุบัน บิตคอยน์ถูกขุดขึ้นมาแล้วกว่า 18 ล้านเหรียญ เหลืออีกเพียงไม่ถึง 3 ล้านเหรียญเท่านั้น โดยคาดการณ์ว่าจะถูกขุดขึ้นมาครบ 21 ล้านเหรียญ ในปี ค.ศ. 2140 หรืออีก 119 ปีนั่นเอง

เชื่อว่าต้องมีหลายคนที่สงสัยว่าหากขุดบิตคอยน์ขึ้นมาครบ 21 ล้านเหรียญ แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป เรื่องนี้ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ มูลค่าของบิตคอยน์อาจพุ่งสูงยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดและต้องใช้หมุนเวียนในตลาด ทำให้บิตคอยน์ยังเป็นเจ้าแห่งวงการคริปโตต่อไป หรือในทางกลับกันมูลค่าที่สูงและความหายากอาจทำให้เหล่านักล่าบิตคอยน์หันไปสนใจเหรียญสกุลอื่นมากขึ้น จนทำให้บิตคอยน์เสียตำแหน่งก็เป็นไปได้ จึงต้องจับตาดูกันต่อไป

5. อาจเป็นต้นแบบให้คริปโตสกุลเงินอื่น ๆ
บิตคอยน์ ถือเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จ และเป็นคริปโตที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่สนใจและยอมรับให้เงินดิจิทัล เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น และต้องยอมรับว่าความสำเร็จของบิตคอยน์ ได้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเหรียญดิจิทัลสกุลอื่น ๆ ตามมามากมายหลายพันสกุลทั่วโลก ที่เรียกกันว่า “Altcoin” (Alternative Coin) หรือเป็นสกุลเงินทางเลือกที่มีขึ้นมาสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในเหรียญสกุลอื่นนอกจากบิตคอยน์

ปัจจุบัน Altcoin หลายสกุลก็เป็นที่โด่งดังในตลาดคริปโต และได้รับความสนใจไม่แพ้บิตคอยน์ เช่น Ethereum (ETH), Tether (USDT), Dogecoin (DOGE) ก็ได้รับความนิยมตามกันมาติด ๆ กัน

6. ในทุก 4 ปี จะมีการเกิดเหตุการณ์สำคัญ
“Bitcoin Halving” เป็น กฎเกณฑ์ที่ผู้สร้างบิตคอยน์ “ซาโตชิ นากาโมโต” ได้กำหนดขึ้นมา โดยทุก ๆ 210,000 บล็อกที่ได้สร้างขึ้น จะเกิดการ Halving ซึ่งก็ คือ การลดจำนวน “Block Reward” ที่เป็นเงินรางวัล ของนักขุดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งค่าตอบแทนนี้ก็คือเหรียญบิตคอยน์ที่เกิดขึ้นมาใหม่นั่นเอง

โดยประมาณแล้ว นักขุดจะใช้เวลา 10 นาทีต่อการสร้าง 1 บล็อก หมายความว่า 210,000 บล็อก จะถูกสร้างขึ้นภายใน 2,100,000 นาที หรือคิดเป็นประมาณ 4 ปีที่จะเกิดปรากฏการณ์ Bitcoin Halving ขึ้น หากนับตั้งแต่ปี 2009 ที่บิตคอยน์เกิดขึ้นมา จนถึงปัจจุบัน ก็ได้เกิดปรากฏการณ์ Bitcoin Halving ทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน แต่ละครั้ง Block Reward ก็จะลดลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมที่ 50 BTC/Block ลดลง เหลือเพียง 6.25 BTC/Block ในปัจจุบันเท่านั้น

หลายคนอาจสงสัยว่าหาก Block Reward ลดลงทุก ๆ 4 ปีเช่นนี้ แล้วอนาคตบิตคอยน์จะปิดตัวลงหรือไม่ ค่าตอบแทนที่น้อยลงจะทำให้นักขุดวางมือออกจากวงการไปหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่เลย บิตคอยน์ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีหลักการคล้ายกับทอง ในช่วงแรกบิตคอยน์จะถูกขุดออกมาได้ง่ายและเยอะ จากนั้นจะค่อย ๆ ลดน้อยลง เช่นเดียวกับทองคำที่ช่วงแรกการขุดเหมืองหนึ่งครั้งก็ได้ทองมาเป็นกอบเป็นกำ แต่ภายหลังกลับได้น้อยลง แต่มูลค่าในตลาดก็สูงขึ้นเช่นกัน บิตคอยน์เองก็เป็นเช่นนั้น ยิ่งหายากมากเท่าไหร่ ราคาในตลาดก็จะยิ่งสูงมากเท่านั้น เหตุนี้เองซาโตชิ นากาโมโตจึงได้สร้างกฏให้ Bitcoin Halving เกิดขึ้นทุก ๆ 4 ปีนั่นเอง

7. เป็นคริปโต ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด เป็นอันดับที่ 1 ของโลก
บิตคอยน์เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีส่วนแบ่งในตลาดสูงสุด เรียกได้ว่าเป็นเจ้าแห่งวงการคริปโตเลยก็ว่าได้ สาเหตุที่บิตคอยน์ได้ฉายาเช่นนั้น เพราะปัจจุบันส่วนแบ่งทางการตลาดของบิตคอยน์ มีส่วนแบ่งสูงถึง 46.69% ถึงแม้จะลดลง จากเดิมเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบ กับสัดส่วนในตลาดแล้ว ถือว่าบิตคอยน์ยังครองตลาดเป็นอันดับที่ 1 และทิ้งห่างเหรียญสกุลอื่นอย่างไม่เห็นฝุ่น และ ด้วยเหตุนี้เองทำให้บิตคอยน์นั้น ถูกมองเป็นกระจกที่สะท้อนภาพรวม ของตลาดคริปโตทั้งหมด เมื่อราคาบิตคอยน์มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ย่อมส่งผลต่อ Altcoin ในตลาดเกือบทั้งหมด แต่ไม่ได้หมายความว่า Altcoin จะผันแปรตาม Bitcoin เสมอไป อาจมีหลายสิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่นการไหลของเงิน (Fund Flow) เทคโนโลยี กระแสข่าว หรือกระแสโซเชียล เป็นต้น จึงต้องศึกษาข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติมก่อนการลงทุน ได้ที่ UFABET

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *