จบเดือน พ.ย. ฉีดวัคซีนเข็มแรกยังไม่ได้ 70% ซ้ำเป้ารวมไม่ถึง 100 ล้านโดส

จบเดือน พ.ย. ผ่านไปเป็นที่เรียบร้อยอีก 1 เดือน สำหรับเดือนพฤศจิกายน ซึ่งภาครัฐตั้งเป้าและคาดหวังว่าจะสามารถฉีดวัคซีนได้ถึง 100 ล้านโดส ภายในสิ้นเดือน หรือ 30 พ.ย. 2564 โดยต้องมีความครอบคลุมการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 อย่างน้อย 70% ก่อนที่จะมาปรับเปลี่ยนเป็นภายใน 5 ธ.ค. และยังถือเป็น “สัปดาห์แห่งการฉีดวัคซีน” ด้วย โดยรณรงค์และเชิญชวนประชาชนที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ชาวต่างชาติในไทย รวมถึงผู้ที่รอวัคซีนทางเลือกที่สั่งซื้อกับเอกชน ก็มาฉีดกับภาครัฐได้ฟรีๆ โดยสามารถเลือกวัคซีนได้เอง ซึ่งปัจจุบันไทยมีวัคซีน คือ ซิโนแวค (Sinovac) แอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ไฟเซอร์ (Pfizer) ซิโนฟาร์ม (Sinopharm) และโมเดอร์นา (Moderna)

หากจะย้อนไปดูเป้าหมายแผนการจัดหาวัคซีนที่จะเข้ามาในเดือนพฤศจิกายน อยู่ที่ 23 ล้านโดส (ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน) แบ่งเป็น แอสตราเซเนกา 13 ล้านโดส ไฟเซอร์ 10 ล้านโดส ส่วนวัคซีนทางเลือกในส่วนของซิโนฟาร์ม 2 ล้านโดส และโมเดอร์นา 2 เดือนรวมกัน (พฤศจิกายน-ธันวาคม) อยู่ที่ 2 ล้านโดส แม้จะไม่มีการสั่งซื้อซิโนแวค แต่รัฐบาลจีนก็มีการบริจาคให้รัฐบาลไทยอีก 1.5 ล้านโดส เมื่อ 12 พฤศจิกายนโดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานรับมอบ และในเวลาต่อมาวัคซีนโมเดอร์นาที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาบริจาคให้ไทย 1 ล้านโดส ก็เดินทางมาถึงในวันที่ 22 พฤศจิกายน และนายกรัฐมนตรีก็รับมอบอย่างเป็นทางการในวันรุ่งขึ้น ส่วนวัคซีนโมเดอร์นาในส่วนของเอกชนลอตที่ 2 ก็มาเพิ่ม 1,382,500 โดส เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน

เร่งรัดการฉีด หลังยอดเข็ม 1 ไม่ถึงเป้า 70%

จบเดือน พ.ย. สำหรับยอดการฉีดวัคซีนตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายน หากนับตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2564 ซึ่งตัดยอดในเวลา 18.00 น. พบว่า ยอดฉีดวัคซีนสะสม (ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์) อยู่ที่ 75,710,277 โดส เป็นการฉีดเข็มแรก 42,388,465 ราย หรือ 58.8% ของประชากร ส่วนเข็มที่ 2 ฉีดไป 30,911,219 ราย หรือ 44.9% ของประชากร

ทั้งนี้ เมื่อหักลบกับยอดวัคซีน ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน เวลา 18.00 น.เช่นกัน ยอดฉีดวัคซีนสะสมอยู่ที่ 93,231,463 โดส เข็มแรกอยู่ที่ 48,307,704 โดส หรือ 67.1% ของประชากร ขณะเข็มที่ 2 อยู่ที่ 41,485,442 โดส หรือคิดเป็น 57.6% ของประชากร เท่ากับว่าเดือนพฤศจิกายนฉีดวัคซีนไปทั้งสิ้น 17,521,186 โดส โดยเข็มแรกฉีดเพิ่มขึ้น 5,919,239 ราย และเข็มที่ 2 เพิ่มขึ้น 1,574,223 ราย ที่เหลือเป็นผู้ฉีดเข็มกระตุ้น ซึ่งภาพรวมเข็มแรกก็ยังไม่ถึง 70% ตามที่ตั้งเป้าไว้เดิม

สรุปรวมทุกสูตรวัคซีนในไทย

ในส่วนของสูตรการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของไทยในปัจจุบันอ้างอิงข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ทั้งชนิดเดียวกัน สูตรไขว้ การฉีดกระตุ้นในเข็มที่ 3 และผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 สรุปไว้ดังนี้

การฉีดสูตรไขว้

 

  • แอสตราเซเนกา + ไฟเซอร์ ระยะห่างระหว่างเข็ม 4-12 สัปดาห์
  • แอสตราเซเนกา + โมเดอร์นา ระยะห่างระหว่างเข็ม 4 สัปดาห์
  • ไฟเซอร์ + โมเดอร์นา ระยะห่างระหว่างเข็ม 4 สัปดาห์
  • ซิโนฟาร์ม + โมเดอร์นา ระยะห่างระหว่างเข็ม 4 สัปดาห์

การฉีดวัคซีนจากบริษัทผู้ผลิตเดียวกัน

  • ไฟเซอร์ + ไฟเซอร์ ระยะห่าง 3-4 สัปดาห์ (ใช้ในเด็กอายุ 12-17 ปีได้)
  • แอสตราเซเนกา + แอสตราเซเนกา ระยะห่าง 8-12 สัปดาห์
  • ซิโนฟาร์ม + ซิโนฟาร์ม ระยะห่าง 3-4 สัปดาห์
  • โมเดอร์นา + โมเดอร์นา ระยะห่าง 4 สัปดาห์

การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (เข็ม 3)

  • แอสตราเซเนกา + แอสตราเซเนกา + ไฟเซอร์ ระยะห่างหลังฉีดเข็ม 2 ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
  • แอสตราเซเนกา + แอสตราเซเนกา + โมเดอร์นา ระยะห่างหลังฉีดเข็ม 2 ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

กรณีเคยติดเชื้อโควิด-19 และรักษาหายแล้ว

  • แอสตราเซเนกา 1 เข็ม มีประวัติฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม แต่น้อยกว่า 2 สัปดาห์
  • ไม่ต้องฉีดวัคซีน เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันสูงเพียงพอต่อการป้องกันโรค และมีประวัติเคยฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มมากกว่า 2 สัปดาห์

อีกทั้งในขณะนี้ยังเกิดการระบาดของโควิดสายพันธุ์ใหม่อย่าง โอมิครอน หรือ โอไมครอน (Omicron) ขึ้น พบผู้ติดเชื้อกระจายไปในหลายประเทศ ส่วนไทยเอง นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่ปิดประเทศ ยังไม่มีการล็อกดาวน์ หลังห้าม 8 ประเทศทวีปแอฟริกาเข้าราชอาณาจักร คือ บอตสวานา, เอสวาตินี, เลโซโท, มาลาวี, โมซัมบิก, นามิเบีย, แอฟริกาใต้ และซิมบับเว ยกเว้นผู้มีสัญชาติไทย แต่ก็จะต้องลงทะเบียนขอหนังสือรับรองการเดินทางเข้าไทย หรือ COE และต้องกักตัว 14 วัน ส่วนประเทศอื่นในทวีปแอฟริกาหากเข้ามาก็ต้องกักตัวตามมาตรการที่เข้มงวดเช่นเดียวกัน รวมถึงนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เดินทางเข้าไทยจะยังคงการตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบ RT-PCR แต่ที่ประชาชนกำลังติดตามอย่างมากคือนักท่องเที่ยวที่มาจากทวีปแอฟริกาและภาครัฐยังตามตัวได้ไม่ครบ ทำให้ประชาชนเกิดความกังวล

นายกฯ ขออย่าวิตก มีวัคซีนพอ สั่งเข้ม Omicron

ทางด้าน นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกรัฐบาล ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ เข้าใจสถานการณ์เชื้อไวรัสกลายพันธุ์ ขอประชาชนอย่าวิตกกังวล แต่ยังคงต้องตั้งการ์ดสูงป้องกัน พร้อมเชิญชวนประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้ครบโดส เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และความปลอดภัยให้ตัวเองรวมถึงครอบครัว ในส่วนของรัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในการสกัดกั้นไม่ให้เชื้อโอมิครอนเข้าไทย

ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานรับลูกข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เตรียมแผนรับมือโควิดสายพันธุ์โอมิครอน โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ปรับมาตรการคัดกรองป้องกันให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับประเทศต่างๆ รวมถึงองค์การอนามัยโลก โดยได้ศึกษาและเตรียมความพร้อมด้านวัคซีนให้ครอบคลุมให้ได้สูงสุด เพื่อป้องกันความรุนแรง หากสถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรง ซึ่งวัคซีนในประเทศไทยขณะนี้มีจำนวนมากเพียงพอสำหรับทุกคน และเตรียมพร้อมที่จะกระตุ้นในเข็มที่ 3

“นายกรัฐมนตรีตระหนักถึงผลกระทบจากการออกมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล ที่จะส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อศึกษา ประเมินผลกระทบ และวางมาตรการภายในประเทศต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ขอให้ประชาชนมั่นใจในระบบเฝ้าระวัง และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด”

อย่างไรก็ตาม ในเดือนธันวาคมนั้นมีแผนการจัดหาวัคซีน 24 ล้านโดส แบ่งเป็น แอสตราเซเนกา 14 ล้านโดส และไฟเซอร์ 10 ล้านโดส นอกจากนี้ยังมีวัคซีนทางเลือกอีกจำนวนหนึ่งด้วย ก็ต้องติดตามกันในเร็ววันนี้ว่าหากผ่านวันที่ 5 ธ.ค.ไปแล้วจะสามารถฉีดวัคซีนถึง 100 ล้านโดสได้หรือไม่ รวมถึงเป้าสิ้นปี 2564 ที่จะต้องฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ให้ได้ 50 ล้านคน หรือ 70% ของประชากรทั้งประเทศ ส่วนเข็มที่ 1 ก็ต้องได้อย่างน้อย 80% จะทำได้จริงไหม รอดูไปพร้อมๆ กัน. UFABET

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *